...
มาตรฐานน้ำทิ้ง โรงงานผลิตเยื่อและกระดาษ ฉบับใหม่ พ. ศ. 2561

กรมโรงงานอุตสาหกรรม มีประกาศเกี่ยวกับ มาตรฐานน้ำทิ้ง ว่าด้วยเรื่อง กำหนดมาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้งจากโรงงานผลิตเยื่อและโรงงานผลิตกระดาษ พ.ศ.2561 โดยกำหนดค่ามาตรฐานน้ำทิ้งใหม่ ให้แตกต่างไปจากที่กำหนดไว้ในประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดมาตรฐานควบคุมการระบาย น้ำทิ้งจากโรงงาน พ.ศ. 2560 เพื่อให้การระบายน้ำทิ้งของโรงงานผลิตเยื่อ ลำดับที่ 38(1) และโรงงานผลิตกระดาษลำดับที่ 38(2) รวมถึงโรงงานปรับปรุงคุณภาพของเสียรวม ลำดับที่ 101 ที่รับน้ำเสียจากโรงงาน ผลิตเยื่อ โรงงานผลิตกระดาษ เป็นไปโดยเหมาะสมกับ ปัจจัยในการประกอบกิจการดังกล่าว ตาราง แสดงมาตรฐาน คุณภาพน้ำทิ้ง ของโรงงานแต่ละประเภทเทียบกับประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม  พารามิเตอร์ หน่วย ประกอบกิจการ ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม   มาตรฐานน้ำทิ้ง  พ.ศ. 2560 ผลิตเยื่อ 38(1) ผลิตกระดาษ 38(1) ปรับปรุงคุณภาพของเสียรวม 101 สี (COLOR) ADMI 600 350 350 300 ของแข็งแขวนลอยทั้งหมด (TSS) mg/l 40 40 40 50 บีโอดี (BOD) mg/l 20 30 20 20 ซีโอดี (COD) mg/l 400 270 270 120 ทีเคเอ็น (TKN) mg/l 10 10 10 100  อ่านเพิ่มเติม  (http://www.diw.go.th/hawk/news/T_0031.PDF)

...
กลุ่มรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมเรียกร้องให้มีการดำเนินการอย่างเร่งด่วน หลังจากผลการศึกษาจากอิตาลีพบว่ามีพลาสติกขนาดจิ๋วที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า หรือที่เรียกว่า ไมโครพลาสติก สะสมอยู่ในผักและผลไม้ที่เรานิยมบริโภคกัน

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยคาตาเนีย ในแคว้นซิซิลี ตีพิมพ์ผลการศึกษาชิ้นนี้ในวารสาร Environmental Research โดยระบุว่า พบไมโครพลาสติกอยู่ในผักผลไม้ต่าง ๆ เช่น ผักรับประทานใบ ประเภทผักกาดหอม รวมทั้ง บรอกโคลี มันฝรั่ง และลูกแพร์ แต่พืชที่พบอนุภาคพลาสติกสะสมอยู่ในระดับสูงที่สุดได้แก่ แอปเปิล และแครอท   ทีมนักวิจัยเชื่อว่านี่เกิดจากปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "หยาดน้ำฟ้า" (precipitation) ซึ่งหมายถึงหยดน้ำ และน้ำแข็ง ที่เกิดจากการควบแน่นของไอน้ำแล้วตกกลับมาสู่พื้นโลกในรูปของ น้ำฝน ลูกเห็บ และหิมะ เป็นต้น พวกเขาชี้ว่า ไมโครพลาสติกที่อยู่ในมหาสมุทรได้เกิดกระบวนการดังกล่าว แล้วไปจับตัวอยู่ในเมฆ จากนั้นได้ตกกลับสู่พื้นโลกโดยปนเปื้อนอยู่ในน้ำฝน แล้วพืชได้ดูดซับเอาไมโครพลาสติกเข้าไปทางราก ทีมนักวิจัยพบว่า ผลไม้มีระดับไมโครพลาสติกสะสมอยู่มากกว่าผัก เนื่องจากเป็นไม้ยืนต้น ซึ่งมีรากใหญ่ที่หยั่งลงไปในดินได้ลึกกว่าผัก ที่มาของภาพ,GETTY IMAGES คำบรรยายภาพ, ไมโครพลาสติกที่พบอยู่ในมหาสมุทร ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับงานวิจัยอีกชิ้นของทีมนักวิทยาศาสตร์ในจีนและเนเธอร์แลนด์ ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Nature Sustainability โดยพบหลักฐานที่บ่งชี้ว่า รากของผักกาดและข้าวสาลีสามารถดูดซับไมโครพลาสติกได้ แล้วส่งอนุภาคพลาสติกไปยังส่วนที่กินได้ซึ่งอยู่เหนือพื้นดิน อย่างไรก็ตาม ทีมนักวิจัยระบุว่า ระดับของไมโครพลาสติกที่พบสะสมอยู่ในผักและผลไม้นั้น ยังมีปริมาณน้อยกว่าไมโครพลาสติกที่พบในน้ำดื่มบรรจุขวดพลาสติกเสียอีก   ไมโครพลาสติกคืออะไร ไมโครพลาสติก เป็นอนุภาคขนาดจิ๋วของพลาสติกที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางไม่ถึง 5 มิลลิเมตร ไมโครพลาสติก เกิดจากพลาสติกชิ้นใหญ่กว่าที่สลายตัวออกจากกัน เช่น ขวดพลาสติก ถุงและภาชนะพลาสติกที่สลายตัวในดินหรือทะเล แล้วก่อมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม มาเรีย เวสเตอร์บอส ผู้ก่อตั้งกลุ่มรณรงค์เพื่อสิ่งแวดล้อมที่ชื่อ Plastic Soup Foundation กล่าวว่า "เราทราบกันมาหลายปีแล้วเรื่องการพบพลาสติกในสัตว์น้ำเปลือกแข็งและปลา แต่นี่ถือเป็นครั้งแรกที่ได้ทราบว่าพลาสติกเข้าไปสะสมอยู่ในผัก" "ถ้ามันเข้าไปสะสมอยู่ในพืชผักต่าง ๆ ได้ ก็เท่ากับว่ามันจะเข้าสู่สิ่งมีชีวิตทุกอย่างที่กินพืช ซึ่งหมายถึงเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากนมต่าง ๆ" "สิ่งที่เราต้องค้นหาคือมันจะส่งผลต่อพวกเราอย่างไร" เวสเตอร์บอส กล่าว ปัจจุบันยังไม่ทราบแน่ชัดว่า การบริโภคไมโครพลาสติกเข้าไปจะส่งผลอย่างไรต่อสุขภาพของคนเรา แต่หลายฝ่ายชี้ว่าข้อมูลที่ได้จากงานวิจัยชิ้นนี้เป็นเรื่องที่ "น่ากังวล"   ที่มา: BBC NEW

จากกรณีเกิดเหตุคนงานดูดสิ่งปฏิกูลเสียชีวิต เนื่องมาจากสภาวะการขาดอากาศหายใจ ในขณะที่ลงไปทำงานภายใน บ่อเกรอะ ที่สถานประกอบกิจการแห่งหนึ่งในอำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2563 จนทำให้มีผู้เสียชีวิต ทั้งหมด 3 ราย เป็นชายอายุ 36 ปี 16 ปี และ 14 ปี ตามลำดับ

  เหตุการณ์ดังกล่าวฯ สามารถวิเคราะห์หาสาเหตุของการเสียชีวิตของผู้ปฏิบัติงานทั้ง 3 ราย โดยอาจเป็นไปได้ว่า ผู้ปฏิบัติงานทั้งหมดเสียชีวิตจากสภาวะการขาดอากาศหายใจ ซึ่งน่าจะมาจาก ก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ หรือก๊าซไข่เน่า ซึ่งเป็นก๊าซไวไฟที่มีความเป็นพิษสูง มีคุณสมบัติหนักกว่าอากาศ ก่อให้เกิดการสะสมรวมตัวกันอยู่บริเวณล่างของถังที่มีอากาศถ่ายเท ไม่สะดวก ทำให้ปริมาณออกซิเจนน้อย เมื่อผู้ปฏิบัติงาน ลงไปปฏิบัติงานในพื้นที่ดังกล่าวฯ และมีการสูดดมก๊าซ จะทำให้หมดสติ ขาดอากาศหายใจ และเสียชีวิตได้         เหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าว ได้เคยเกิดขึ้นในอดีตมาหลายครั้ง และมักมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 1 รายในแต่ละครั้ง ที่เกิดเหตุ จากข้อมูลกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ซึ่งรวบรวมสถิติการบาดเจ็บและเสียชีวิตในที่อับอากาศระหว่างปี 2546-2561 จำนวน 62 เหตุการณ์ มีผู้เสียชีวิต 130 ราย หรือเฉลี่ย 2 รายต่อเหตุการณ์ โดยเหตุดังกล่าวมักเกิดจากความผิดพลาด ในการบริหารจัดการเกี่ยวกับการขออนุญาตในการปฏิบัติงานในที่อับอากาศ การเตรียมความพร้อมของอุปกรณ์และผู้ปฏิบัติงาน ในภาวะการทำงานปกติ และเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน รวมทั้งขาดการกำกับดูแลการปฏิบัติงานของผู้ปฏิบัติงานอย่างเคร่งครัด   แนวทางการป้องกันแก้ไข ต้องขออนุญาตเข้าพื้นที่ปฏิบัติงานก่อนลงมือทำงาน พร้อมแจ้งรายชื่อ อายุ  ของผู้ปฏิบัติงาน  วัน เวลา และสถานที่/ตำแหน่ง ที่จะเข้าทำงาน โดยผ่านความเห็นชอบจากเจ้าของสถานประกอบกิจการ   การปฏิบัติงานในที่อับอากาศ ผู้ปฏิบัติงานและผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งประกอบด้วย ผู้อนุญาต ผู้ควบคุม ผู้ช่วยเหลือ และผู้เฝ้าระวังในการทำงานในที่อับอากาศ ต้องผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรความปลอดภัยในการทำงานในที่อับอากาศ   ต้องมีการตรวจวัดสภาพบรรยากาศในที่อับอากาศก่อนเริ่มการปฏิบัติงาน เช่น ปริมาณออกซิเจน ปริมาณก๊าซที่ติดไฟได้ (%LEL) และก๊าซพิษอื่น ๆ พร้อมทั้งจัดให้มีการระบายอากาศ หากมีสภาพบรรยากาศที่เป็นอันตราย   จัดทำแผนฉุกเฉิน และจัดเตรียมอุปกรณ์ช่วยเหลือฉุกเฉิน หากเกิดกรณีฉุกเฉิน ในที่อับอากาศ     ข้อมูลอ้างอิง กฎกระทรวงแรงงาน เรื่อง กำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับที่อับอากาศ พ.ศ. 2562 กฎกระทรวงแรงงาน เรื่อง กำหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับที่อับอากาศ พ.ศ. 2547 ข้อมูลสถิติการบาดเจ็บและเสียชีวิตในที่อับอากาศ จากกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค

อ่างใหม่ไม่ช่วยแล้ง ชี้ทางออกปัญหาน้ำ EEC ต้องรีไซเคิลน้ำ – ปรับปรุงประสิทธิภาพชลประทาน

นักวิชาการเสนอ ปัญหาน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออก ต้องแก้ด้วยการส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนบริหารจัดการต้นทุนทรัพยากรน้ำที่มีอยู่แล้วให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมเตือนว่า แนวทางแก้ปัญหาน้ำของภาครัฐโดยการเร่งเดินหน้าสร้างโครงการพัฒนาแหล่งน้ำใหม่ ไม่ตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไม่ช่วยเติมทรัพยากรน้ำ แถมซ้ำเติมปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ ภายหลัง สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยข้อสั่งการของ รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่ได้มอบหมายให้ สทนช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งรัดแผนงานก่อสร้าง 17 โครงการพัฒนาแหล่งน้ำใหม่ในพื้นที่ภาคตะวันออก เพื่อตอบสนองความต้องการใช้น้ำที่จะยิ่งเพิ่มขึ้นในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) อ่างเก็บน้ำประแสร จ.ระยอง หนึ่งในอ่างเก็บน้ำสำคัญในพื้นที่ EEC / สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม / ปรัชญ์ รุจิวนารมย์ ดร.สมนึก จงมีวศิน นักวิชาการภาคประชาสังคมด้านสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ภาคตะวันออก กล่าวยอมรับว่า เขตพัฒนาพิเศษ EEC ในพื้นที่ จ.ระยอง จ.ชลบุรี และจ.ฉะเชิงเทรา กำลังเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนน้ำอย่างหนักจริง เนื่องจากความต้องการน้ำที่เพิ่มขึ้นจากการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมในโครงการ EEC อย่างไรก็ตาม เขาชี้ว่า แนวทางการแก้ปัญหาของฝั่งภาครัฐที่เน้นสร้างอ่างเก็บน้ำ และโครงการผันน้ำข้ามลุ่ม เป็นการแก้ปัญหาแบบหวังน้ำบ่อหน้า ไม่สามารถแก้ปัญหาได้จริง ซ้ำยังเป็นการสร้างความขัดแย้งจากการแย่งชิงทรัพยากรน้ำระหว่างพื้นที่อุตสาหกรรมในเขต EEC และพื้นที่เกษตรกรรมในจังหวัดข้างเคียง “จากสภาพฝนฟ้าอากาศที่แปรปรวนมากขึ้น จากผลกระทบสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) ทำให้พื้นที่ภาคตะวันออกที่เคยเป็นพื้นที่ฝนตกชุก ประสบสภาวะฝนแล้งยาวนานขึ้น โดยในช่วงปีที่ผ่านมา ฤดูฝนในภาคตะวันออกหดสั้นลงจาก 8 เดือน เหลือเพียง 4 เดือน จนทำให้หลายพื้นที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรง” ดร.สมนึก อธิบาย “ยิ่งไปกว่านั้น แม้บางพื้นที่ของภาคตะวันออกยังมีฝนตกอยู่บ้าง แต่พื้นที่ฝนตกชุกก็เปลี่ยนแปลงไป กลับไปตกในพื้นที่ใต้อ่างเก็บน้ำมากขึ้น ทำให้แม้ว่ามีฝนตกก็ไม่มีน้ำเติมลงในอ่างเก็บน้ำ ดังนั้นจึงไม่มีหลักประกันใดๆ ว่า โครงการอ่างเก็บน้ำใหม่ทั้งหลายที่เลือกพื้นที่ก่อสร้างโดยอ้างอิงชุดข้อมูลจากสถิติเก่า จะสามารถช่วยเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนในระบบชลประทานได้อย่างที่คาดหวัง” ดังนั้น เขาจึงเสนอว่าการแก้ปัญหาน้ำขาดแคลนในพื้นที่ EEC ต้องเริ่มจากการสร้างระบบให้เกิดการบริหารจัดการและใช้ทรัพยากรน้ำที่มีอยู่อย่างคุ้มค่าที่สุด เพื่อให้ผู้ใช้น้ำสามารถใช้น้ำอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพสูงสุด เช่น ส่งเสริมนโยบาย 3R (Reduce, Reuse, Recycle) โดยนำน้ำเสียจากทั้งภาคเกษตร อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และชุมชน กลับมาบำบัดเพื่อนำมาใช้ซ้ำอีกครั้ง เป็นการลดปริมาณการใช้น้ำโดยรวม และแก้ปัญหามลพิษน้ำเสีย “ในขณะที่ กรมชลประทาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรให้ความสำคัญกับการปรับปรุงอ่างเก็บน้ำและระบบชลประทานที่มีอยู่เดิมในพื้นที่ ให้สามารถกระจายน้ำไปยังพื้นที่เกษตรในเขตชลประทานได้อย่างทั่วถึง และใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะทุกวันนี้ระบบชลประทานในหลายท้องที่ยังคงไม่ครอบคลุมพื้นที่เกษตร ทำให้เกษตรกรจำนวนมากยังไม่ทันได้ใช้น้ำ แต่น้ำในอ่างเก็บน้ำกลับต้องผันไปให้ภาคอุตสาหกรรมใน EEC แล้ว อีกทั้งระบบชลประทานที่มีอยู่ยังมีข้อบกพร่องมาก ทำให้เกิดการสูญเสียน้ำจากการระเหยกว่า 25%” เขากล่าว ดร.สมนึก ยังแนะอีกว่า เพื่อเป็นการแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำในพื้นที่ EEC และภาคตะวันออกอย่างยั่งยืน รัฐบาลควรคำนึงถึงอีกหลัก 3R ในการบริหารจัดการน้ำได้แก่ Rethink: ภาครัฐต้องเลิกยึดติดกับกรอบความคิดเดิม และแสวงหาแนวทางใหม่ในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่มีอยู่ให้สามารถนำมาใช้ได้อย่างพอเพียงและทั่วถึง Redesign: ภาครัฐควรเปิดให้ผู้ใช้น้ำทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบระบบระเบียบร่วมกันในการบริหารจัดการน้ำ เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถใช้น้ำอย่างเท่าเทียมและมีประสิทธิภาพสูงสุด Regulation: ภาครัฐต้องมีการบังคับใช้กฎระเบียบร่วมกันในการใช้น้ำอย่างเคร่งครัด เช่นเดียวกับ ผศ.ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ให้ความเห็นสอดคล้องกันว่า การส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนใช้น้ำอย่างประหยัด มีการบำบัดน้ำนำมาใช้ซ้ำอย่างจริงจังตามแนวทาง 3R เป็นแนวทางในการแก้ปัญหาน้ำในพื้นที่ EEC ได้ดีที่สุด เพราะหลายโครงการพัฒนาแหล่งน้ำของภาครัฐ เช่น โครงการสร้างอ่างเก็บน้ำใหม่ หรือโครงการผันน้ำข้ามลุ่ม ต่างพบปัญหาต่างๆ มากมายในการดำเนินการ ทำให้โครงการเหล่านี้อาจช่วยบรรเทาปัญหาขาดแคลนน้ำได้ไม่มาก หรือโครงการสร้างโรงกลั่นน้ำจืดจากน้ำทะเล ก็มีต้นทุนสูงมาก จนอาจไม่คุ้มค่า “ภาครัฐควรออกมาตรการสนับสนุนส่งเสริมให้มีการทำระบบ 3R เพื่อรีไซเคิลน้ำเสียนำกลับไปใช้ใหม่อีกครั้ง เช่น ลงทุนปรับปรุงระบบบำบัดน้ำเสียส่วนกลางให้สามารถใช้งานได้จริง หรือออกมาตรการจูงใจภาคเอกชนด้วยสิทธิประโยชน์ทางภาษี ให้ผู้ประกอบการใน EEC วางระบบรีไซเคิลน้ำนำกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งจะช่วยลดความต้องการน้ำลงได้” ผศ.ดร.สิตางศุ์ กล่าว การส่งเสริมการลงทุนและพัฒนาอุตสาหกรรมในเขตเศรษฐกิจพิเศษ EEC ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำในภาคตะวันออกสูงขึ้นเรื่อยๆ //ขอบคุณภาพจาก: เบญจ์ เพชราภิรัชต์ เธอยังเสนอแนะว่า จากปัญหาความขัดแย้งระหว่างชุมชนกับหน่วยงานรัฐในการดำเนินโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแห่งใหม่และการผันน้ำข้ามลุ่ม กรมชลประทาน และหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องจำเป็นจะต้องทำหน้าที่ร่วมกับคนกลางเช่น นักวิชาการ ในการให้ข้อมูลกับชาวบ้าน และจัดกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างจริงใจ เพื่อทำให้เกิดความเข้าใจตรงกันระหว่างภาครัฐและชุมชนในพื้นที่ ลดปัญหาความขัดแย้งจากการแก่งแย่งน้ำระหว่างภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตรกรรม อนึ่ง สทนช. รายงานว่า ภายการประชุม คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญ ครั้งที่2/2563 เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม ที่ผ่านมา พล.อ.ประวิตร ได้สั่งการให้ สทนช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งผลักดันโครงการตามแผนการพัฒนาแหล่งน้ำและการจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่ 3 จังหวัด EEC โดยให้เร่งรัดโครงการสำคัญที่ต้องพิจารณาก่อน 17 โครงการ ใน 7 กลุ่มโครงการ ได้แก่ โครงการผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล ซึ่งรับผิดชอบโดย สทนช. และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) โครงการพัฒนากลุ่มบ่อน้ำบาดาลสำหรับอุตสาหกรรม โดย กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กลุ่มโครงการอ่างเก็บน้ำลุ่มน้ำบางปะกง 2 โครงการ โดยกรมชลประทาน ได้แก่ โครงการอ่างเก็บน้ำหนองกระทิง และโครงการอ่างเก็บน้ำคลองกะพง จ.ฉะเชิงเทรา กลุ่มโครงการอ่างเก็บน้ำคลองโพล้ 2 โครงการ โดยกรมชลประทาน ได้แก่ โครงการอ่างเก็บน้ำคลองโพล้ และโครงการเครือข่ายน้ำอ่างเก็บน้ำคลองโพล้-ประแสร์ จ.ระยอง กลุ่มโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกักน้ำของแหล่งน้ำเดิม 4 โครงการ ของกรมชลประทาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกักน้ำของอ่างเก็บน้ำเดิมในเขตพื้นที่ EEC กลุ่มโครงการอ่างเก็บน้ำคลองสียัด จ.ฉะเชิงเทรา 2 โครงการ โดยกรมชลประทาน ได้แก่ โครงการอุโมงค์ส่งน้ำอ่างเก็บน้ำพระสะทึง-คลองสียัด และโครงการระบบสูบกลับอ่างเก็บน้ำคลองสียัด กลุ่มโครงการเชื่อมโยงอ่างเก็บน้ำประแสร์ จ.ระยอง และปรับปรุงขยายเขตการประปาส่วนภูมิภาค จ.ชลบุรี 5 โครงการ ที่มา : Green News

โควิด-19: ปัญหาขยะทางการแพทย์แก้ไขอย่างไรดี เพื่อรักษาทั้งชีวิตและสิ่งแวดล้อม

เมื่อ แคล เตเวซ (นามสมมติ) ศัลยแพทย์ชาวฟิลิปปินส์ไปร่วมโครงการฝึกงาน 6 เดือนที่โรงพยาบาลในสิงคโปร์ เธอต้องปรับตัวหลายอย่าง จากที่ทำงานในโรงพยาบาลที่ดูแลคนยากจนในประเทศที่กำลังพัฒนา เธอได้มาอยู่ในโรงพยาบาลที่มีเครื่องไม้เครื่องมือทันสมัยในประเทศที่ร่ำรวยกว่ามาก แต่สิ่งที่เธอต้องแปลกใจอีกประการหนึ่งคือ โรงพยาบาลแห่งนี้ใช้พลาสติกเป็นจำนวนมหาศาลแค่ไหน ในห้องผ่าตัด เครื่องมืออย่างเครื่องถ่างแผลพลาสติกต้องกลายเป็นขยะทางการแพทย์เมื่อการผ่าตัดแต่ละครั้งเสร็จสิ้นลง ขณะที่ในฟิลิปปินส์ เธอและเพื่อนแพทย์ต้องนำเครื่องมือเหล่านี้ไปทำความสะอาดฆ่าเชื้อเอากลับมาใช้ใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า นี่ทำให้เธอตัดสินใจแอบเก็บเครื่องมือที่ทำจากพลาสติกสำหรับใช้ครั้งเดียวเหล่านี้ไว้โดยได้ความช่วยเหลือจากเพื่อนแพทย์ที่สนับสนุนเธอ ในที่สุด เธอก็เก็บสะสมเครื่องมือเหล่านี้จนใส่เต็มกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ได้ แต่การพูดคุยเรื่องผลกระทบของวงการแพทย์ที่มีต่อสิ่งแวดล้อมมักทำให้เกิดประเด็นถกเถียง เพราะถึงที่สุดแล้ว การช่วยชีวิตคนไข้ตรงหน้าก็สำคัญกว่าข้อกังวลอื่นใด เตเวซก็เห็นด้วยในเรื่องนี้ ที่เธอเก็บสะสมเครื่องมือจากที่โรงพยาบาลนี้ก็เพื่อไปช่วยเหลือคนไข้ของเธอที่ฟิลิปปินส์เหมือนกัน และหากมองในมุมนี้ การบริหารจัดการเพื่อความยั่งยืนก็เป็นการช่วยเหลือคนไข้เช่นกัน ที่มาของภาพ,REUTERS องค์กรการดูแลสุขภาพที่ปราศจากผลอันตราย(Health Care Without Harm) ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงผลกำไร ระบุว่า หากนับระบบสาธารณสุขในประเทศต่าง ๆ เป็นประเทศหนึ่ง ประเทศดังกล่าวจะเป็นประเทศผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากเป็นอันดับที่ 5 ของโลก เทียบเท่ากับการปล่อยคาร์บอนของโรงงานผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน 514 แห่ง หรือร้อยละ 4.4 ของการปล่อยคาร์บอนทั้งหมดทั่วโลก   ทีมา: https://www.bbc.com

“บานาน่ามาเช่” ผลิตภัณฑ์ที่จะเปลี่ยนให้การรักษ์โลกเป็นเรื่องกล้วย ๆ

ก่อนหน้านี้ Creative Citizen เพิ่งเสนอเรื่องกระเป๋าเป้แบ็กแพ็กแบรนด์จากสวิตเซอร์แลนด์ที่นำเอาต้นกล้วยมาใช้เป็นวัสดุหลัก ล่าสุด บ้านเราซึ่งเป็นแหล่งปลูกต้นกล้วยมากมายก็มีงานโปรดักต์สวยๆ ที่ทำมาจากกาบกล้วย ต้นกล้วย และใบตอง เหมือนกัน นั่นคือแบรนด์ C-sense Bananamache’ ซึ่งแว่วว่าในงาน Craft Bangkok 2019 ที่เพิ่งผ่านไป กลายเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า จริงๆ แล้ว C-sense Bananamache’ โดย ปิยะนุช ชัยธีนะยานนท์ เริ่มนำเอากาบกล้วยแห้ง ใบตองแห้ง มาใช้เป็นวัสดุหลักในการทำภาชนะใส่ของ-อาหาร และข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ เพื่อส่งออกไปขายในต่างประเทศตั้งแต่ปี 2544 แล้ว ซึ่งก็ได้รับความนิยมเป็นอย่างดีจากตลาดยุโรป ส่วนในเมืองไทยนั้น สมัยนั้นยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักเพราะผู้คนยังไม่ตื่นตัวเรื่องสิ่งแวดล้อมกันเท่าไร ในกระบวนการทำ ทีมช่างของแบรนด์จะใช้กาบกล้ายที่อยู่ชั้นด้านในนำไปผึ่งให้แห้ง เช่นเดียวกับใบตองที่หลังจากถูกปล่อยให้แห้งก็จะนำเอามาทำความสะอาด จากนั้นจึงนำมาขึ้นโครงรูปทรงต่างๆ โดยใช้แป้งเปียกทา ประกอบกันสัก 3-4 ชั้น ตกแต่งพื้นผิวชั้นนอก แล้วเคลือบด้วยสารสูตรป้องกันเชื้อรา ภาชนะของ C-sense Bananamache’ สามารถนำไปใส่อาหารแห้งและของใช้ต่างๆ ได้ และสามารถมีอายุการใช้งานได้ถึง 5-10 ปี หากล้างทำความสะอาดทันทีหลังใช้งาน แต่ถึงจะมีอายุการใช้งานน้อยไปหน่อย อย่างน้อยเราก็เบาใจได้ว่าสามารถย่อยสลายได้ทางธรรมชาติเพราะทำจากวัสดุจากธรรมชาติ โปรดักต์ของ C-sense Bananamache’ มีตั้งแต่จานใส่ของว่าง กล่องใส่ของกระจุกกระจิก ไปจนถึงโคมไฟ นอกจากเสน่ห์หลักๆ จะอยู่ที่ทำจากวัสดุธรรมชาติแล้ว ก็ยังมีดีไซน์ร่วมสมัย อยู่ในโทนสีธรรมชาติสบายตา โดยภาชนะบางชิ้นน่ารักน่าชังเพราะทำรูปทรงเลียนแบบใบตอง และอีกหลายชิ้นก็เลือกใช้ลวดลายบนพื้นผิวด้านนอกเป็นลายของกาบกล้ายที่สวยไม่ซ้ำใคร ที่สำคัญ นี่นับเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับต้นกล้วยที่มีอยู่ดาษดื่นในบ้านเราได้เป็นอย่างดี และในการทำธุรกิจโปรดักต์ดีไซน์ครั้งนี้ นอกจากจะหาวัสดุมาใช้ได้อย่างง่ายดายแล้ว ก็ไม่ทำร้ายโลกแน่นอน อ้างอิง: Facebook: Bananamache, www.thairath.co.th

การจัดการขยะมูลฝอยให้ได้ผลโดยเฉพาะขยะจากพลาสติกซึ่งใช้เวลาย่อยสลายนาน ต้องใช้หลายวิธีการไปพร้อม ๆ กัน โดยต้องเริ่มจากลดการใช้ลง รู้จักคัดแยกขยะ และนำขยะมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยยึดหลัก 3Rs

R แรกคือ Reduce ใช้น้อยหรือลดการใช้ การลดปริมาณการใช้ลง ใช้เท่าที่จำเป็น หลีกเลี่ยงการใช้อย่างฟุ่มเฟือยเพื่อลดปริมาณขยะพลาสติกและโฟมที่กำจัดยาก วิธีการลดง่าย ๆ ด้วยการสร้างนิสัยการใช้ตะกร้าหรือถุงผ้าในการซื้อของ ใช้แก้วส่วนตัวแทนการใช้แก้วครั้งเดียวทิ้ง ทานข้าวให้หมดจาน พกกล่องใส่อาหาร หรือเลือกซื้อบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม . Reuse ใช้ซ้ำ การนำบรรจุภัณฑ์หรือวัสดุเหลือใช้กลับมาใช้อีกโดยไม่ผ่านกระบวนการแปรรูป เช่น การใช้ถ่านไฟฉายแบบชาร์ตใหม่ได้ การนำเสื้อผ้าเก่าไปบริจาคหรือทำไม้ถูพื้น การซ่อมแซมอุปกรณ์และสิ่งของต่าง ๆ การใช้สินค้ามือสอง กระดาษสองหน้า . Recycle การคัดแยกขยะที่สามารถนำมารีไซเคิล เช่น กระดาษ แก้วพลาสติก โลหะ/อะลูมิเนียม เพื่อนำมาแปรรูปเป็นวัตถุดิบในกระบวนการผลิต หรือเพื่อผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น การนำขวดพลาสติกใส (PET) มาแปรรูปเป็นเสื้อ นำกระป๋องอะลูมิเนียมมาหลอมเป็นขาเทียม นำกล่องนมยูเอสทีมาแปรรูปเป็นหลังคา (1) . กระบวนการทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคให้ได้เสียก่อน เมื่อสามารถปรับพฤติกรรมให้รักษ์โลกได้ จะนำไปสู่การจัดการขยะเหลือให้ศูนย์ (Zero Waste) มากขึ้น นั่นหมายถึงการรีไซเคิลจะเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวัน . อย่างไรก็ดี การตระหนักและความซื่อสัตย์ต่อตัวเองในการจับจ่ายซื้อสินค้าให้สามารถลดขยะหรือลดพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้งได้จะต้องเข้มงวดในการปฏิบัติตนจนกลายเป็นนิสัย . นอกจากแนวทาง 3Rs ที่กล่าวมาแล้ว ยังมี R ตัวอื่น ๆ ที่หลายคนอาจจะพอคุ้นหูกันอยู่บ้าง ซึ่งเป็นการขยายความจาก 3Rs ข้างต้น นั่นคือ Refill การเติม, Repair การซ่อมแซมและ Replace การแทนที่ ซึ่งจะทำให้การใช้ชีวิตประจำวันของเรามีความเข้มงวดในการรักษ์โลกมากยิ่งขึ้น . หากสามารถทำได้โดยไม่ฝืนตัวเองหรือสร้างภาระต่อการดำรงชีวิต ตัวเราก็จะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในวงจรเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยอัตโนมัติ จนแทบจะเรียกได้ว่าใช้ชีวิตโดยมีขยะเหลือไปยังหลุมฝังกลบน้อยที่สุด ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดในการจัดการขยะให้เหลือศูนย์ . ตัวอย่างการ Refill คือนำภาชนะไปเติม ทดแทนการซื้อใหม่ แค่นำภาชนะประเภทขวดไปเติมก็จะช่วยลดขยะภายในครัวเรือน อาทิ การเติมน้ำยาล้างจาน ยาสระผม สบู่เหลว รวมถึงข้าวสาร ธัญพืช เครื่องปรุงรส ฯลฯ . Repair การซ่อมแซม เพื่อลดการซื้อใหม่ แม้การซื้อสินค้าใหม่จะสะดวกกว่าการซ่อม ทว่าการซ่อมแซมของใช้เองอาจทำให้เรามีความสุขมากกว่าการออกไปซื้อของใหม่ เนื่องจากสามารถเข้าเว็บไซต์หาวิธีทำได้ง่าย ๆ . Replace การแทนที่ หมายถึง การเลือกใช้บรรจุภัณฑ์แทนพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง เช่น ใช้แปรงสีฟันด้ามไม้ไผ่แทนแปรงสีฟันด้ามพลาสติก ใช้ไหมขัดฟันจากไหมธรรมชาติ หรือแม้แต่การเลือกสินค้าที่ใช้บรรจุภัณฑ์รักษ์โลก เช่น ใบบัว/ใบตองห่ออาหาร จานกาบหมาก เป็นต้น แม้จะยังก่อให้เกิดขยะอยู่บ้าง แต่ก็ดีกว่าการใช้พลาสติกครั้งเดียวทิ้งเพราะย่อยสลายได้ (2) . หากทุกคนปฏิบัติตัวเข้มงวดต่อหลัก 3Rs จะช่วยลดขยะพลาสติกบนโลกลงได้จำนวนมหาศาล และใครทำได้มากกว่านั้นก็จะยิ่งช่วยดูแลโลกมากยิ่งขึ้น . ท่านสามารถอ่านบทความนี้แบบเต็มอิ่มจุใจได้ทาง https://www.deqp.go.th/new/ยึดหลัก-3rs-ช่วยโลกลดขยะ-ใช/ นี้ได้เลยนะครับ . #คุณภาพสิ่งแวดล้อมคือคุณภาพชีวิต ที่มา: 1)https://eservice.deqp.go.th/media/details?media_group_code=10&media_type_id=7&media_id=2448 2)https://www.greenpeace.org/thailand/story/16588/plastic-7r-to-manage-single-use-plastic-problem/

logoTEST TECH

บริษัท เทสท์ เทค จำกัด (สำนักงานใหญ่)
30, 32 ซอยพระรามที่ 2 ซอย 63 ถนนพระรามที่ 2 แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ 10150
โทร: 02-893-4211-17, 087-928-5554
แฟกซ์: 02-893-4218
อีเมล: info@testtech.co.th
เราใช้คุกกี้ในเว็บไซต์ของเราเพื่อวัตถุประสงค์ในการพัฒนาเว็บไซต์ และเพื่อการให้บริการที่ดีที่สุดสําหรับคุณ โปรดอ่านนโยบายการใช้คุกกี้ เมื่อคุณเข้าใช้เว็บไซต์นี้เราถือว่าคุณยินยอมให้จัดเก็บและเข้าถึงคุกกี้บนอุปกรณ์ของคุณ
3000
4000
th