...
มาตรฐานน้ำทิ้ง โรงงานผลิตเยื่อและกระดาษ ฉบับใหม่ พ. ศ. 2561

กรมโรงงานอุตสาหกรรม มีประกาศเกี่ยวกับ มาตรฐานน้ำทิ้ง ว่าด้วยเรื่อง กำหนดมาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้งจากโรงงานผลิตเยื่อและโรงงานผลิตกระดาษ พ.ศ.2561 โดยกำหนดค่ามาตรฐานน้ำทิ้งใหม่ ให้แตกต่างไปจากที่กำหนดไว้ในประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดมาตรฐานควบคุมการระบาย น้ำทิ้งจากโรงงาน พ.ศ. 2560 เพื่อให้การระบายน้ำทิ้งของโรงงานผลิตเยื่อ ลำดับที่ 38(1) และโรงงานผลิตกระดาษลำดับที่ 38(2) รวมถึงโรงงานปรับปรุงคุณภาพของเสียรวม ลำดับที่ 101 ที่รับน้ำเสียจากโรงงาน ผลิตเยื่อ โรงงานผลิตกระดาษ เป็นไปโดยเหมาะสมกับ ปัจจัยในการประกอบกิจการดังกล่าว ตาราง แสดงมาตรฐาน คุณภาพน้ำทิ้ง ของโรงงานแต่ละประเภทเทียบกับประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม  พารามิเตอร์ หน่วย ประกอบกิจการ ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม   มาตรฐานน้ำทิ้ง  พ.ศ. 2560 ผลิตเยื่อ 38(1) ผลิตกระดาษ 38(1) ปรับปรุงคุณภาพของเสียรวม 101 สี (COLOR) ADMI 600 350 350 300 ของแข็งแขวนลอยทั้งหมด (TSS) mg/l 40 40 40 50 บีโอดี (BOD) mg/l 20 30 20 20 ซีโอดี (COD) mg/l 400 270 270 120 ทีเคเอ็น (TKN) mg/l 10 10 10 100  อ่านเพิ่มเติม  (http://www.diw.go.th/hawk/news/T_0031.PDF)

...
5 วิธีการการ์ดไม่ตกในการป้องกันไวรัสโควิด-19🦠🦠

5 วิธีการการ์ดไม่ตกในการป้องกันไวรัสโควิด-19🦠🦠 1. ทุกคนต้องสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้ง 2. หลีกเลี่ยงการเข้าไปในพื้นที่ ที่มีคนแออัดหนาแน่น 3. โปรดเว้นระยะห่าง ในการใช้บริการตลาด ศูนย์อาหาร ร้านค้า และพื้นที่ต่างๆ 4. ใช้ประตูหลักในการเข้า-ออก โดยผ่านจุดคัดกรองของสถานที่ที่ไปเท่านั้น 5. ล้างมือด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์ก่อนเข้าพื้นที่ และหมั่นล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ   Cr: https://www.facebook.com/Testtechofficial

นวัตกรรมถุงพลาสติกรักษ์โลก

นวัตกรรมใหม่จากฝีมือของคนไทยกับงานวิจัยนานร่วม 10 ปี สำหรับการพัฒนาถุงพลาสติกย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ โดยการใช้แป้งมันสำปะหลังที่จะเข้ามาเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการทดแทนถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง ซึ่งมีระยะเวลาการย่อยสลายที่ช้ามากและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นวงกว้าง . ขยะจากอาหาร (Food Waste) นับว่าเป็นปัญหาใหญ่สำหรับประเทศไทย เพราะเป็นขยะที่เกิดขึ้นในสังคมมากกว่า 60% จากขยะทั้งหมด การพัฒนาถุงพลาสติกสลายตัวจากขยะอินทรีย์หรืออาหาร จึงมีความสำคัญอย่างมากนั่นเอง จุลเทพ ขจรไชยกูล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ สวทช. จุลเทพ ขจรไชยกูล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ สวทช. เล่าว่า ปัญหาขยะพลาสติก กลายเป็นประเด็นสำคัญทั่วโลกตื่นตัวกันมาก ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในลำดับที่ 6 ของประเทศที่ทิ้งขยะพลาสติกสู่ท้องทะเลมากที่สุดของโลก สาเหตุสำคัญมาจากพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง มีอัตราส่วนที่มากขึ้น 40% ของขยะพลาสติกทั้งหมด เพื่อลดผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม นั่นคือที่มาของความร่วมมือสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนาถุงพลาสติกสลายตัวสำหรับขยะอินทรีย์ ซึ่งเป็นสูตรพลาสติกชีวภาพโดยใช้วัตถุดิบจากแป้งมันสำปะหลัง โดยร่วมมือกับสมาคมอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ (TBiA) และบริษัท โททาล คอร์เบียน พีแอลเอ ประเทศไทย จำกัด และบริษัทบีเอเอสเอฟ (ไทย) ผู้สนับสนุนวัตถุดิบเม็ดพลาสติกชีวภาพ และบริษัททานตะวันอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) สนับสนุนกระบวนการเป่าขึ้นรูปถุงพลาสติกสลายตัวได้ ใช้ระยะเวลานานกว่า 10 ปี สำหรับการพัฒนานวัตกรรมในครั้งนี้ แต่อย่างไรก็ตาม “การใช้ซ้ำ” หรือ “การนำกลับมาใช้ใหม่” การเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่ใช้ซ้ำได้ ก็ยังคงเป็นการใช้ทรัพยากรที่คุ้มค่าที่สุด และยังเป็นการรักษาสมดุลของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืนต่อไป . ข้อมูลอ้างอิง: https://brandinside.asia/food-waste, http://www.deqp.go.th

ปลูกป่าแก้โลกร้อน?

รายงานสถานการณ์ป่าไม้ไทย ประจำปี 2562–2563 // ขอบคุณภาพ: มูลนิธิสืบนาคะเสถียร   กราฟนี้คือสถิติปริมาณพื้นที่ป่าไม้ของไทย ถ้าสังเกตดีๆ ตั้งแต่ช่วงปี 2545 เป็นต้นมาพื้นที่ป่าไม้ของประเทศไทยแทบจะไม่เพิ่มขึ้นหรือลดลงเลย เปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงนั้นน้อยมาก นั่นหมายความว่าอะไร? ก็หมายความว่าที่รณรงค์ให้ทุกคนปลูกป่ากันมาเป็นสิบๆ ปี มันไม่ได้มีผลอะไรเลยในระดับประเทศ แล้วถามว่ามารณรงค์ปลูกป่าวันนี้ เราจะมีพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้นไหม – แทบจะเป็นไปไม่ได้ เราต้องมาดูปัญหาจริงๆ ว่าเราเสียพื้นที่ป่าจากอะไร อุปสงค์มาจากไหน และอะไรทำให้เกิดการบุกรุกป่า การรณรงค์ให้ทุกคนไปปลูกป่าจึงเป็นสิ่งที่ไม่มีประโยชน์หรือมีก็น้อยมาก ในระดับท้องถิ่น คำถามที่ตามมาจากการรณรงค์ให้ทุกคนปลูกป่าคือปลูกที่ไหน ปลูกอะไร และปลูกยังไง ซึ่งคำตอบเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่ายและแตกต่างกันไปตามท้องถิ่น ส่วนใหญ่โครงการปลูกป่าสำหรับคนเมืองในอดีตก็เป็นแค่โครงการ CSR ที่ไม่ได้สนใจสภาพแวดล้อมของป่านั้นๆ ด้วยซ้ำ หรือเรียกง่ายๆ ก็คือสักแต่ว่าปลูก ดังนั้นการบอกให้ทุกคนปลูกป่าเพื่อแก้ปัญหา climate change จึงไม่ใช่สิ่งที่ทำได้จริง ไม่มีประโยชน์ และไม่ใช่คำตอบสำหรับประเทศไทย ประหยัดพลังงาน ลดพลาสติก “ปิดไฟ อย่าใช้พลังงานสิ้นเปลือง” การประหยัดพลังงาน เป็นการรณรงค์สุดคลาสสิคที่ทำกันมาทั้งโลกหลายสิบปี ถามว่ามีประโยชน์ไหม – มี แต่ถามว่าแก้โลกร้อนได้ไหม ก็ต้องตอบเลยว่า – ไม่ได้ เพราะปริมาณพลังงานไฟฟ้าที่เราใช้ในระดับครัวเรือนนั้นน้อยมากเมื่อเทียบกับภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม และถามว่าภาคธุรกิจเองเขาพยายามจะประหยัดไหม แน่นอนเขาก็อยากประหยัดอยู่แล้วเพราะอยากที่จะลดต้นทุน สิ่งที่น่าจะมีประสิทธิภาพมากกว่าคือการเน้นไปที่นโยบายส่งเสริมการประหยัดพลังงานในภาคธุรกิจ หรือการสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมให้เปลี่ยนไปใช้พลังงานทางเลือกหรือพลังงานสะอาดโดยใช้กลไกราคาพลังงานของตลาด 1.) สถานการณ์การใช้น้ำมันและไฟฟ้า ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2563, สนพ. 2.) การปล่อยก๊าซ CO2 จากการใช้พลังงานแยกรายภาคเศรษฐกิจ // ขอบคุณภาพ: สนพ. มาถึงเรื่อง การลดพลาสติก ช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมาไทยมีการรณรงค์เรื่องนี้ค่อนข้างมาก แต่ต้องถามว่าสิ่งที่ทำให้เกิดจุดเปลี่ยนจริงๆ คือทุกคนหันมาใช้พลาสติกน้อยลงเพราะตระหนักถึงความสำคัญ หรือว่าเป็นเพราะนโยบายกลไกการเก็บเงินค่าถุงพลาสติก ทุกคนน่าจะรู้ว่าแค่ต้องจ่ายเพิ่ม 1–2 บาทเป็นค่าถุงพลาสติก ก็ไม่มีใครอยากจ่ายแล้ว และเมื่อภาครัฐจริงจังมากขึ้น บังคับใช้กฎหมายมากขึ้น ปริมาณการใช้ถุงพลาสติกในไทยนั้นก็ลดลงไปมหาศาล ถ้าใครตามข่าวก็คงจะเห็นผลที่เกิดตามมา เช่น ข่าว 400โรงงานดิ้นขอรัฐเยียวยา โรงงานถุงพลาสติกเจ๊งยังไงละ รัฐก็ต้อง หาจุดสมดุลระหว่างจะช่วยภาคธุรกิจหรือจะช่วยสิ่งแวดล้อม แต่การจะมาบอกให้ชาวบ้านแบบเราช่วยลดใช้ถุงพลาสติกช่วยโลกร้อน อันนี้ก็คงตอบได้เลยว่าไม่ได้ช่วยอะไรมาก ประโยชน์ของการลดใช้ถุงพลาสติกจริงๆ แล้วช่วยในเรื่องของสิ่งแวดล้อมมากกว่าทั้งบนดินและมหาสมุทร รวมไปถึงอาหารที่เรากินและคุณภาพอากาศที่เราหายใจ แต่หลายคนอาจไม่รู้เลยว่าสิ่งหนึ่งที่พลาสติกกับโลกร้อนมีจุดยืนรวมกันก็คือ อุตสาหกรรมปิโตรเลียมเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์ ในขณะที่คนอื่นทั้งโลกเสียประโยชน์ นั้นเอง เพราะวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตถุงพลาสติกก็คือน้ำมันดิบนั้นเอง และในยุคที่บริษัทน้ำมันกำลังล่มจม บริษัทน้ำมันเหล่านี้เองก็เร่ง ผลิตพลาสติกออกมาให้ได้มากที่สุดและไวที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อที่จะชดเชยกำไรที่ลดลงจากการขายน้ำมัน ถ้าใครสนใจสามารถอ่านบทความเพิ่มเติมได้ Big Oil Is in Trouble. Its Plan: Flood Africa With Plastic. Cr: Greenery

ครม.มีมติอนุมัติแผนลด-เลิกผลิตขยะพลาสติก ประกาศห้ามใช้ "พลาสติก 4 ชนิด" ถุงหิ้ว โฟม แก้ว หลอด พลาสติก แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ในปี 2565 พร้อมขีดเส้นพลาสติก 7 ชนิดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนให้ไม่ต่ำกว่า 50% ในปี 2565

วันที่ 15 ก.พ.64 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอดังนี้ 1. เห็นชอบ (ร่าง) แผนปฏิบัติการด้านการจัดการขยะพลาสติก ระยะที่ 1 (พ.ศ. 2563 - 2565) [(ร่าง) แผนปฏิบัติการฯ] เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานในการป้องกันและแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่ต้องเร่งดำเนินการ ภายใต้ Roadmap การจัดการขยะพลาสติก พ.ศ. 2561 - 2573 2. มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินงานตาม (ร่าง) แผนปฏิบัติการฯ  โดยเพื่อเป็นกรอบและแนวทางการดำเนินงานร่วมกันจากทุกภาคส่วนในการป้องกันและแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกที่สำคัญและต้องเร่งดำเนินการให้เกิดผลเป็นรูปธรรมในช่วง 3 ปีแรก (ปี พ.ศ. 2563 - 2565) ก้าวสู่การจัดการพลาสติกที่ยั่งยืน ด้วยเศรษฐกิจหมุนเวียน (Moving Towards Sustainable Plastic Management by Circular Economy) คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ แผนการจัดการขยะพลาสติก ระยะที่ 1 ระหว่างปี พ.ศ. 2563 - 2565 เพื่อลดปริมาณขยะพลาสติกรวมถึงการจัดการขยะพลาสติกอย่างมีประสิทธิภาพ  อ่านเพิ่มเติม: https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/922683?anm&fbclid=IwAR0puTY2_XVZKsfogiWIvrJ1neZ0FdREAK3ebDSLf4O7_aY0MM9OIDz7Qg0

ครั้งแรกไทย! น้ำบาดาล “รสโซดา” เจอที่กาญจนบุรี

วันนี้ (11 ก.พ.2564) นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ให้สัมภาษณ์ไทยพีบีเอสออนไลน์ กรณีขุดพบบบ่ำน้ำบาดาลรสชาติกลิ่นโซดา ในพื้นที่จ.กาญจนบุรี ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่พบในไทย ว่า หลังจากกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ลงพื้นที่สำรวจปัญหาภับยแล้งในพื้นที่อ.เลาขวัญ และอ.ห้วยกระเจา ซึ่งเป็นจุดที่ประสบปัญหาแล้งทุกปี และไม่สามารถดึงน้ำจากเขื่อนศรีนรินทร์มาช่วยเหลือประชาชนได้ จึงมองหาการขุดเจาะบ่อบาดาลแทน และหลังจากเดือนม.ค.ที่ผ่านมา ส่งทีมนักธรณีสำรวจพื้นที่เพ่อทดลองขุดเจาะน้ำบาดาล ซึ่งตั้งเป้าจะขุดประมาณ 10 บ่อ นายศักดา กล่าวว่า แต่ปรากฎว่าในระหว่างที่เริ่มขุดบ่อบาดาลที่ห้วยกระเจา ขุด 1 จุด และที่เลาขวัญ 1 จุดเจอว่ามีประมาณน้ำบาดาลเยอะมาก ที่ระดับ 100-200 เมตร แต่ขณะที่กำลังขุดในบ่อที่ 3 หลังขุดลงไปราว 303 เมตร ยังไม่ลึกที่สุด เกิดแรงดันน้ำพุ่งขึ้นจากปากบ่อ พบว่ามีรสชาติโซดา ออกหวานนิด  “เก็บน้ำจากบ่อไปตรวจพบว่ามีแร่ไบคาร์บอเนต ปริมาณ 1,600 เทียบกับน้ำโซดา และตอนนี้น้ำโซดายังพุ่งสูงกว่า 1.8 เมตร มีปริมาณน้ำไหลออกมาเรื่อยๆ โดยเฉลี่ยมีปริมาณน้ำชั่วโมงละ 50 ลบ.ม. มีเป้าหมายขุดอีก 6 บ่อ”   แบ่งปัน               ข่าวดี! ครั้งแรกในไทย กรมทรัพยากรน้ำบาดาล ขุดเจอบาดาลรสโซดา ที่จ.กาญจนบุรี มีแร่ไบคาร์บอเนตสูง บริโภคได้ เตรียมขุดเพิ่มเติมในอ.ห้วยกระเจา และเลาขวัญ เพื่อให้ชาวบ้านบริโภคและทำการเกษตร หลังจากเป็นพื้นที่อับฝนเจอภัยแล้งทุกปี วันนี้ (11 ก.พ.2564) นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ให้สัมภาษณ์ไทยพีบีเอสออนไลน์ กรณีขุดพบบบ่ำน้ำบาดาลรสชาติกลิ่นโซดา ในพื้นที่จ.กาญจนบุรี ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่พบในไทย ว่า หลังจากกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ลงพื้นที่สำรวจปัญหาภับยแล้งในพื้นที่อ.เลาขวัญ และอ.ห้วยกระเจา ซึ่งเป็นจุดที่ประสบปัญหาแล้งทุกปี และไม่สามารถดึงน้ำจากเขื่อนศรีนรินทร์มาช่วยเหลือประชาชนได้ จึงมองหาการขุดเจาะบ่อบาดาลแทน และหลังจากเดือนม.ค.ที่ผ่านมา ส่งทีมนักธรณีสำรวจพื้นที่เพ่อทดลองขุดเจาะน้ำบาดาล ซึ่งตั้งเป้าจะขุดประมาณ 10 บ่อ นายศักดา กล่าวว่า แต่ปรากฎว่าในระหว่างที่เริ่มขุดบ่อบาดาลที่ห้วยกระเจา ขุด 1 จุด และที่เลาขวัญ 1 จุดเจอว่ามีประมาณน้ำบาดาลเยอะมาก ที่ระดับ 100-200 เมตร แต่ขณะที่กำลังขุดในบ่อที่ 3 หลังขุดลงไปราว 303 เมตร ยังไม่ลึกที่สุด เกิดแรงดันน้ำพุ่งขึ้นจากปากบ่อ พบว่ามีรสชาติโซดา ออกหวานนิด  “เก็บน้ำจากบ่อไปตรวจพบว่ามีแร่ไบคาร์บอเนต ปริมาณ 1,600 เทียบกับน้ำโซดา และตอนนี้น้ำโซดายังพุ่งสูงกว่า 1.8 เมตร มีปริมาณน้ำไหลออกมาเรื่อยๆ โดยเฉลี่ยมีปริมาณน้ำชั่วโมงละ 50 ลบ.ม. มีเป้าหมายขุดอีก 6 บ่อ” ภาพ:กรมทรัพยากรน้ำบาดาล   อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล กล่าวอีกว่า น้ำบาดาลที่พบในบ่อที่เลาขวัญและมีรสชาติโซดา ถือเป็นน้ำสะอาด คุณภาพดี สาเหตุที่มีไบคาร์บอเนต เพราะน้ำบาดาลผ่านการกรองจากชั้นหินปูน มีแร่ธาตุต่างๆสะอาดกว่าน้ำผิวดิน และตอนนี้จะขุดให้ลึกลงไปจนถึง 400 เมตร และขุดบ่อบดาลในจุดใกล้เคียงกันเพิ่มเติม เพื่อให้ชาวบ้านนำไปใช้ในการบริโภค รวมทั้งการเกษตร   “ถ้าดื่มนานๆในปริมาณที่เหมาะสมจะลดโรคเบาหวานได้ โดยตอนนี้ร่วมกับอบต.ส่งเจ้าหน้าที่ไปเฝ้า รวมทั้งจะประกาศเขตอนุรักษ์น้ำบาดาล เพื่อป้องกันไม่ให้เอกชนลักลอบขุดเจาะ และไม่เกิดการปนปนปื้อน ” ภาพ:กรมทรัพยากรน้ำบาดาล   นายศักดา กล่าวอีกว่า คาดว่าแต่ละบ่อที่ขุดเจาะน่าจะปริมาณน้ำมากกว่า 500 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นน้ำสะอาด อีกทั้งมีรสชาติแปลกพิเศษ ปริมาณน้ำที่พบ จะช่วยชาวบ้านในพื้นที่ได้ถึง 11 หมู่บ้าน รวมทั้งพื้นที่เกษตรอีกกว่า 3,000ไร่ ในพื้นที่ อ.ห้วยกระเจา ที่เคยประสบปัญหาความแห้งแล้ง  ล่าสุด กรมทรัพยากรน้ำบาดาล รายงานว่า จากการขุดเจาะบริเวณบ้านทุ่งคูณ  3 บ่อ พบว่าในบ่อที่ 2 (พุบ่อแรก) ลึก 304 เมตร พบน้ำโซดาพุปริมาณพุประมาณ 30-50 ลบ.ม พุสูงประมาณ 1.8 เมตร ส่วนบ่อที่ 3 (พุบ่อที่ 2 ) ลึก 224 เมตร พบน้ำโซดาพุปริมาณพุประมาณ 30-50 ลบ.ม พุสูงประมาณ 3 เมตร   ข้อมูลจาก: https://news.thaipbs.or.th/content/301318

PM 2.5 วิกฤติหนัก ร่างกายอ่วม ถ้าฝุ่นไม่หาย ทำอย่างไรเราถึงจะ "รอด"

ช่วงนี้สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 กลับมาวิกฤติหนักอีกครั้ง โดยบางพื้นที่พบค่าฝุ่นสูงเกินค่ามาตรฐาน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ทั้งระบบทางเดินหายใจ ระบบหัวใจ ระบบผิวหนัง และ PM 2.5 ยังเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง หากได้รับมลพิษจากฝุ่นเข้าสู่ร่างกายมากๆ อาจทำให้เกิดการเจ็บป่วย จนมีผลกระทบต่อสุขภาพที่รุนแรงมากกว่าประชาชนทั่วไป   ก่อนหน้านี้ แพทย์และผู้เชี่ยวชาญ ทยอยออกมาเตือนและให้ความรู้ประชาชน ในการหลีกเลี่ยงและป้องกันตนเอง จากการสัมผัสฝุ่น PM 2.5 ที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ โดยเฉพาะประชาชนบางอาชีพ ที่ต้องอยู่ในพื้นที่ที่มีฝุ่นละอองสูง หรืออยู่กลางแจ้งเป็นระยะเวลานานๆ เช่น ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างหรือวินมอเตอร์ไซค์ และกลุ่มอาชีพทำความสะอาดถนนหรือกวาดถนน พ่อค้า แม่ค้า ริมทาง รวมถึงตำรวจจราจร การได้สัมผัสฝุ่นละอองเป็นเวลานาน จนส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้   นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มเสี่ยงที่อาจได้รับอันตรายมากประชาชนทั่วไป ได้แก่ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และ 4 กลุ่มโรคสำคัญที่ต้องเฝ้าระวังและดูแลเป็นพิเศษ โดยหากสงสัยหรือมีอาการผิดปกติ ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว คือ 1. กลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือด 2. กลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจ 3. กลุ่มโรคผิวหนังอักเสบ 4. กลุ่มโรคตาอักเสบ น้องไข่ตุ๋น นักศึกษาสาวปี 3 อายุ 21 ปี ได้เล่าประสบการณ์การแพ้ฝุ่นพิษ PM 2.5 ให้ "กนก" ฟังว่า มีโรคประจำตัวคือภูมิแพ้อากาศตั้งแต่ตอนเกิด ปกติเวลาตื่นเช้ามาจะจามไม่กี่ครั้งแล้วก็หาย แต่ถ้าวันไหนค่าฝุ่นขึ้นเยอะ อาการจะหนักขึ้นมาก จามทั้งวัน คัดจมูก มีน้ำตาคลอตลอดเวลา ทำให้ปวดตามากๆ กระทบไปถึงการนอน เนื่องจากหายใจไม่สะดวก สุดท้ายก้ต้องกินยาแก้แพ้ แม้ว่าตื่นมาแล้วอาการจะดีขึ้น แต่ทุกครั้งจะรู้สึกเหมือนคนแฮงก์ เพราะยามีฤทธิ์ทำให้ง่วง เวลาตื่นขึ้นมา จะมึนงง บางครั้งก็จะรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ เหมือนจะเป็นไข้ ทำให้มีผลกระทบอย่างมากต่อการเรียน โดยเฉพาะถ้าวันไหนมีเรียนช่วงเช้า ก็จะรู้สึกเบลอ ไม่มีสมาธิ เรียนไม่รู้เรื่อง หนักสุดคือ ถ้าจามทั้งวัน จะเจ็บบริเวณท้อง เพราะเวลาจามร่างกายจะเกร็งบริเวณหน้าท้อง     ด้าน นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เผยว่า วิธีปฏิบัติให้ปลอดภัยจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 โดยการลดการก่อมลพิษและลดการเพิ่มปริมาณฝุ่นละอองในอากาศ รวมถึงดูแลทำความสะอาดบ้านให้ปลอดฝุ่น โดยการใช้ผ้าชุบน้ำเช็ด และปิดประตู หน้าต่างให้มิดชิด ถ้าไม่จำเป็นไม่ควรออกนอกบ้านหรือทำกิจกรรมนอกบ้าน หากจำเป็นควรป้องกันการสัมผัสฝุ่นให้น้อยที่สุด   ทั้งนี้ หลายคนจึงจำเป็นต้องรู้จักป้องกันตนเองให้มากขึ้น โดยการสวมหน้ากากอนามัย หรือ N95 ที่เหมาะสม ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ ล้างมือ ล้างหน้า ล้างตาให้บ่อยขึ้น โดยเฉพาะประชาชนในกลุ่มเปราะบางที่มีความเสี่ยงสูง เช่น เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ หอบหืด เยื่อบุตาอักเสบ หัวใจและหลอดเลือด รวมถึงผู้ที่ทำงานกลางแจ้งเป็นเวลานาน ต้องเลี่ยงพื้นที่ฝุ่นสูง (สีแดง) หรือลดระยะเวลาออกนอกอาคารให้น้อยที่สุด หากมีอาการไอ แน่นหน้าอก วิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ผื่นแดง หรือมีอาการผิดปกติทางร่างกายอื่นๆ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที เช่นเดียวกัน สำหรับผู้บริโภคหากเลือกซื้ออาหารจากแผงลอย ควรเลือกที่มีการปกปิดอาหาร เช่น ใส่ตู้กระจก หม้อที่มีฝาปิด เป็นต้น สำหรับผู้จำหน่ายอาหารประเภทปิ้งย่าง ควรใช้เตาไฟฟ้าหรือเตาไร้ควัน ซึ่งจะช่วยลดกิจกรรมที่ก่อให้เกิด PM 2.5 และขณะปฏิบัติงานควรยืนเหนือลม ที่สำคัญควรล้างมือบ่อยๆ เพื่อป้องกันอันตรายจากการสัมผัสฝุ่นละอองต่างๆ และเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย จากการหยิบจับอาหารผ่านมือได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อฝุ่น PM 2.5 ส่งผลให้ประชาชนส่วนใหญ่จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรม และใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในอาคาร การจัดการคุณภาพอากาศในอาคารอย่างเหมาะสม จึงเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันตนเอง โดยเทคนิคการจัดการคุณภาพอากาศภายในบ้าน สำนักงาน แบ่งออกได้เป็น 3 ส่วน ดังนี้ การควบคุมแหล่งกำเนิด เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับ PM 2.5 ภายในบ้าน สำนักงาน การควบคุมแหล่งกำเนิดของ PM 2.5 ภายในบ้านจึงเป็นส่วนที่สำคัญอันดับแรกโดยปิดประตูหน้าต่าง และเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้เกิดฝุ่นในบ้าน การฟอกอากาศ เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการลด PM 2.5 ภายในบ้าน/สำนักงาน การใช้อุปกรณ์ฟอกอากาศ จึงเป็นการแก้ปัญหาเชิงเทคนิคที่สามารถทำได้ การระบายอากาศร่วมกับการฟอกอากาศ โดยอาศัยการจ่ายอากาศที่ผ่านการกรองเข้ามาให้ห้อง เพื่อให้ภายในห้องมีแรงดันสูงกว่าบรรยากาศภายนอก (Positive Pressure) และผลักดันฝุ่นภายในห้องออกไปภายนอกอย่างต่อเนื่องจนปริมาณฝุ่นในห้องต่ำกว่ามาตรฐาน ซึ่งวิธีนี้เหมาะกับพื้นที่ของคนที่อยู่อาศัยจำนวนมากและมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ขณะที่อีกหนึ่งตัวช่วยในการดักจับสารพิษในอากาศ และสามารถป้องกันฝุ่นละอองได้ดี คือ การปลูกต้นไม้ เพราะส่วนต่างๆ ของต้นไม้โดยเฉพาะใบ สามารถช่วยดักฝุ่นได้ดี ต้นไม้หลากหลายชนิดสามารถดักจับฝุ่นได้จากลักษณะของใบ โดยต้นไม้ที่มีใบใหญ่ หนา โดยเฉพาะใบที่มีขนหรือมีพื้นผิวขรุขระ จะมีแนวโน้มในการดักจับฝุ่นได้ดี เนื่องจากมีพื้นที่ในการดักจับได้มาก และไม่ทำให้ฝุ่นฟุ้งกระจายออกมาอีกครั้ง แต่การดักจับฝุ่นบนใบนั้นมีข้อจำกัด เนื่องจากฝุ่นบนใบ จะไปปิดกั้นการรับสารอาหารของต้นไม้ และการลดฝุ่นของต้นไม้ต่อต้นอาจจะไม่สูงมากเมื่อเทียบกับเครื่องฟอกอากาศ แต่การปลูกต้นไม้ ร่วมกับการวางผังบริเวณที่ดี เช่น การจัดสวนเพื่อเป็นพื้นที่กันชนระหว่างแหล่งกำเนิด จะช่วยส่งผลให้ลดการเดินทางของฝุ่นจากแหล่งกำเนิดดังกล่าว เข้ามาภายในบ้านและสำนักงานได้ สุดท้ายแล้วก็ยังไม่มีใครรู้ ว่าสถานการณ์ของฝุ่นพิษนี้มันจะดีขึ้นเมื่อไหร่ แต่ทุกคนสามารถช่วยกันได้โดยเริ่มจากตัวเราเอง ด้วยการลดการใช้รถยนต์ที่มีควันดำ, ลดการเผาขยะหรือเผาในที่โล่งแจ้ง รวมถึงการดูแลทำความสะอาดบ้านให้ปลอดฝุ่น เพื่อลดการได้รับผลกระทบต่อสุขภาพ.   ข้อมูล: กนก โฆษกสุขภาพ (ผู้เขียน), Supassara Traiyansuwan (กราฟฟิก)

logoTEST TECH

บริษัท เทสท์ เทค จำกัด (สำนักงานใหญ่)
30, 32 ซอยพระรามที่ 2 ซอย 63 ถนนพระรามที่ 2 แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ 10150
โทร: 02-893-4211-17, 087-928-5554
แฟกซ์: 02-893-4218
อีเมล: info@testtech.co.th
เราใช้คุกกี้ในเว็บไซต์ของเราเพื่อวัตถุประสงค์ในการพัฒนาเว็บไซต์ และเพื่อการให้บริการที่ดีที่สุดสําหรับคุณ โปรดอ่านนโยบายการใช้คุกกี้ เมื่อคุณเข้าใช้เว็บไซต์นี้เราถือว่าคุณยินยอมให้จัดเก็บและเข้าถึงคุกกี้บนอุปกรณ์ของคุณ
3000
4000
th