...
มาตรฐานน้ำทิ้ง โรงงานผลิตเยื่อและกระดาษ ฉบับใหม่ พ. ศ. 2561

กรมโรงงานอุตสาหกรรม มีประกาศเกี่ยวกับ มาตรฐานน้ำทิ้ง ว่าด้วยเรื่อง กำหนดมาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้งจากโรงงานผลิตเยื่อและโรงงานผลิตกระดาษ พ.ศ.2561 โดยกำหนดค่ามาตรฐานน้ำทิ้งใหม่ ให้แตกต่างไปจากที่กำหนดไว้ในประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดมาตรฐานควบคุมการระบาย น้ำทิ้งจากโรงงาน พ.ศ. 2560 เพื่อให้การระบายน้ำทิ้งของโรงงานผลิตเยื่อ ลำดับที่ 38(1) และโรงงานผลิตกระดาษลำดับที่ 38(2) รวมถึงโรงงานปรับปรุงคุณภาพของเสียรวม ลำดับที่ 101 ที่รับน้ำเสียจากโรงงาน ผลิตเยื่อ โรงงานผลิตกระดาษ เป็นไปโดยเหมาะสมกับ ปัจจัยในการประกอบกิจการดังกล่าว ตาราง แสดงมาตรฐาน คุณภาพน้ำทิ้ง ของโรงงานแต่ละประเภทเทียบกับประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม  พารามิเตอร์ หน่วย ประกอบกิจการ ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม   มาตรฐานน้ำทิ้ง  พ.ศ. 2560 ผลิตเยื่อ 38(1) ผลิตกระดาษ 38(1) ปรับปรุงคุณภาพของเสียรวม 101 สี (COLOR) ADMI 600 350 350 300 ของแข็งแขวนลอยทั้งหมด (TSS) mg/l 40 40 40 50 บีโอดี (BOD) mg/l 20 30 20 20 ซีโอดี (COD) mg/l 400 270 270 120 ทีเคเอ็น (TKN) mg/l 10 10 10 100  อ่านเพิ่มเติม  (http://www.diw.go.th/hawk/news/T_0031.PDF)

...
“New Normal” How to ใช้ชีวิตหลังผ่านวิกฤตโควิด-19

หลังจากเกิดสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ทั่วโลก และยังไม่มีวี่แววที่จะหยุดในเร็ววันนี้ คนทั่วโลกรวมไปถึงคนไทยทั่วประเทศ จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแบบใหม่ ถึงแม้ว่าในประเทศไทยจะเริ่มผ่อนคลายมาตรการ Lockdown แล้วก็ตาม การใช้ชีวิตประจำวันก็ยังคงต้องแตกต่างจากที่เคยเป็นมา หรือที่เราเรียกกันว่า “New Normal” ความปกติแบบใหม่นั่นเอง IPG  Mediabrands Thailand มีเดียเอเจนซี่ยักษ์ใหญ่ระดับโลก ได้คาดการณ์การถึงการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค หลังจากที่วิกฤตโควิต-19 ได้สิ้นสุดลงแล้ว เพื่อให้อุตสาหกรรมและองค์กรต้องตั้งการ์ดรับมือ ได้เกิด 8 พฤติกรรม New Normal ของผู้บริโภค ในยุคของ Distance consumers ที่ธุรกิจทั่วโลกจะต้องสั่นสะเทือน   Digitized Chore – งานบ้านหนักๆ ผลักไปบนโลกดิจิทัล   พฤติกรรมที่ทุกคนทั่วโลกจำเป็นต้องใช้ชีวิตอยู่ในบ้าน กักตัวเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 การเว้นระยะห่าง (Social Distancing) เป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ จึงทำให้ผู้บริโภคยิ่งยึดติดกับสื่อออนไลน์ เพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการช้อปปิ้งออนไลน์ ซื้อของสดออนไลน์ กับ HappyFresh ดูหนังออนไลน์ จึงคาดการณ์ว่ายอดขายของธุรกิจ E-commerce จะพุ่งสูงขึ้นแบบไม่หยุดหย่อน In Home in Style – อยู่บ้านอย่างมีสไตล์ โลกส่วนตัวที่โลดแล่นบนโลกโซเชียลมีเดีย เป็นที่ยอมรับกันว่าทุกวันนี้เราแทบจะขาดสมาร์ทโฟนไม่ได้เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงนี้วิกฤตโควิด-19 กิจวัตรประจำวันจะต้องเกี่ยวข้องกับโซเชียลมีเดียไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ผู้บริโภคจะสั่งอาหารที่สะอาด ถ่ายลง Instagram เล่น TikTok แก้เบื่อ Live สดขายของกันมากขึ้น กลายเป็นเรื่อง New Normal ที่เรามักจะพบเจอกันในโลกออนไลน์   Sanitized of Five Senses – สะอาด 5 สัมผัส ความสะอาดยังคงยืนหนึ่ง สินค้าและบริการต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับสุขอนามัยทั้งหลาย ผลิตภัณฑ์รักษาความสะอาดดูจะขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ผู้บริโภคคาดหวังว่า ร้านค้าจะมีการวางเจลแอลกอฮอล์และมีบรรจุภัณฑ์ที่สะอาดให้พวกเขา อย่างไรก็ตาม การจับจ่ายใช้สอยและชำระสินค้าแบบไร้สัมผัสดูจะเป็นทางเลือกที่ดีและปลอดภัยสำหรับลูกค้า การช้อปปิ้งแบบ E-Payment จึงเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคอย่างมาก   Tech-finance Literacy – เก่งเทคโนโลยีการเงิน การทำธุรกรรมทางการเงินสมัยนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปจากสมัยก่อนโดยสิ้นเชิง Digital Banking หรือธนาคารแบบออนไลน์ และแอพพลิเคชั่น E-Wallet ถูกออกแบบขึ้นเพื่อความสะดวกและคล่องตัวในการจ่ายเงิน ทำให้สังคมไร้เงินสดได้ย่างกรายเข้ามามีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันของเรามากขึ้นเรื่อย ๆ ในปัจจุบัน หลาย ๆ คนอาจไม่พกเงินสดติดตัวเลยด้วยซ้ำ   Anxious about Health – วิตกเรื่องสุขภาพ ใครจะไม่รักตัวกลัวตาย สุขภาพต้องมาก่อนสิ่งอื่นใด การรักษาสุขภาพและสุขอนามัยเป็นสิ่งที่พึงปฏิบัติมากที่สุด การมีวินัยในตนเองอย่างเคร่งครัด ไม่ว่าจะเป็นการใส่หน้ากากอนามัย การล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับอาการของโรคและการป้องกันโรค หากเดินทางออกไปนอกบ้าน ควรรีบกลับมาอาบน้ำให้สะอาด สำหรับใครที่ไปพบเจอผู้คน หรือไปในพื้นที่สุ่มเสี่ยง ก็ควรกักตัว 14 วัน รอดูอาการ การตรวจรักษาและการปรึกษาทางด้านสุขภาพกายและสุขภาพจิต กับแพทย์ผ่านระบบออนไลน์กำลังเป็นที่นิยมในตอนนี้   Nouveau Trust – ความเชื่อมั่นในรูปแบบใหม่   ความเชื่อมั่นมาพร้อมกับความเชื่อใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์ปัจจุบันที่ดูจะเน้นไปในเรื่องของ “สุขอนามัย” เป็นหลัก แบรนด์ที่ได้รับการการันตีทางด้านสุขลักษณะกลายเป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคให้ความเชื่อมั่นมากที่สุด ทั้งนี้ข้อมูลทุกอย่างที่ผู้บริโภคต้องการจะเสพ ขึ้นอยู่กับคอนเทนต์ในโลกออนไลน์ ฉะนั้นผู้ผลิตจะต้องคำนึงถึงความสะอาดมากขึ้น ไม่เช่นนั้นยอดขายของแบรนด์นั้น ๆ อาจตกฮวบแบบที่ยังไม่ทันตั้งตัว Conversion of Media Appreciation – การเปลี่ยนคุณค่าความนิยมและพฤติกรรมการเสพสื่อ   พฤติกรรมและค่านิยมในการบริโภคที่ได้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ส่งผลให้หลายธุรกิจไม่ได้ไปต่อ ถึงขั้นโดนปิดกิจการก็มี ธุรกิจบางธุรกิจจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนเป้าหมายในการผลิต เพื่อให้สอดคล้องกับการใช้ชีวิตของผู้บริโภคที่ถูกเชื่อมติดกับโลกออนไลน์และการรักษาสุขอนามัย ผู้บริโภคเริ่มยอมให้ข้อมูลส่วนตัวมากขึ้น ดังนั้น Data Signal และ Geo-location จึงเป็นที่น่าจับตามองสำหรับเจ้าของธุรกิจ    Evolving of Home and Duty – การผสานกันของบ้านและหน้าที่ Work From Home ทำให้หลายคนรู้จัก New Normal Life ที่นำเอา Work Life Balance มาปรับใช้ในการทำงาน เนื่องจากเราไม่ต้องเดินทางไปทำงานที่ออฟฟิศมาซักพักแล้ว และยังไม่แน่ใจว่าจะสามารถกลับไปทำงานแบบเดิมได้เมื่อไหร่ การสร้างความสมดุลในชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว ทำงานที่บ้านอย่างไรให้ได้ประสิทธิภาพ ส่วน Gen Z และ Alpha Generation ที่จะต้องเรียนหนังสือจากที่บ้าน ผ่านระบบ E-Learning สิ่งเหล่านี้จะถูกพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อตอบสนองความสะดวกสบายในทำงานและการเรียนที่มีประสิทธิภาพในยุคดิจิทัล ที่โลกออนไลน์ไม่เคยหยุดนิ่ง                                              ที่มา: https://www.happyfresh.co.th/blog/lifestyle/how-to-live-with-new-normal-after-covid-19

รัสเซียประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน น้ำมันดีเซล 20,000 ตันรั่วไหลลงแหล่งน้ำในขั้วโลกเหนือ กระทบระบบนิเวศและสัตว์ขั้วโลกหายาก คาดสาเหตุเพราะชั้นดินน้ำแข็งใต้คลังน้ำมันละลายเพราะโลกร้อน อาจารย์วิทยาศาสตร์ทะเล จุฬาฯ ชี้ ทีมฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมเจองานหินแน่ เหตุอาร์กติกช่วงฤดูร้อนสั้น มีเวลาทำความสะอาดคราบน้ำมันเพียง 3 เดือน

เพียง 2 วันก่อนหน้าวันสิ่งแวดล้อมโลกในวันนี้ (5 มิถุนายน) สำนักข่าว The Guardian ประเทศอังกฤษ รายงานเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ.2563 ว่า Vladimir Putin ประธานาธิบดีรัสเซีย ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน หลังจากน้ำมันดีเซลกว่า 20,000 ตันรั่วไหลลงแม่น้ำ Ambarnaya ในไซบีเรีย ทางตอนเหนือของรัสเซีย ซึ่งไหลลงสู่มหาสมุทรอาร์กติก เกิดเป็นคราบน้ำมันสีแดงปกคลุมทั่วแม่น้ำและจุดไฟติดได้ น้ำมันรั่วไหลลงแม่น้ำ Ambarnaya // ขอบคุณภาพ: The Siberian Times เหตุเกิดเพราะคลังเก็บน้ำมันในโรงไฟฟ้าใกล้เมือง Norilsk พังทลาย เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม แต่บริษัท Norilsk Nickel ซึ่งเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้าดังกล่าวได้รายงานเหตุการณ์ล่าช้า เป็นเหตุให้กว่ารัฐบาลรัสเซียจะทราบเหตุก็ล่วงเวลาไปแล้วถึง 2 วัน จากภาพความเสียหายจากน้ำมันรั่วที่มีผู้เผยแพร่ไปทั่วบนโซเชียลมีเดีย ด้านสำนักข่าว BBC รายงานว่า ประธานาธิบดี Putin ได้แสดงความไม่พอใจอย่างมาก ที่กว่าเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะรับรู้เหตุน้ำมันรั่วก็เป็นเวลาล่วงกว่า 2 วันหลังเกิดเหตุแล้ว จนน้ำมันได้รั่วไหลลงแม่น้ำ Ambarnaya กระทบพื้นที่ไปไกลกว่า 12 กิโลเมตร จากจุดเกิดเหตุ เปลี่ยนแม่น้ำเป็นสีแดงเข้ม และปนเปื้อนระบบนิเวศทุ่งทุนดราในเขตขั้วโลกกว่า 350 ตารางกิโลเมตร โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน ประธานาธิบดี Putin ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อเร่งส่งกำลังพลเจ้าหน้าที่เข้าไปทำความสะอาดน้ำมันที่รั่วไหลโดยเร็วที่สุด แม้ว่าขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยสาเหตุที่คลังเก็บน้ำมันระเบิด สำนักข่าว The Siberian Times เผยว่า จากคำอธิบายของบริษัทผู้รับผิดชอบ สันนิฐานว่า เหตุน้ำมันรั่วครั้งร้ายแรงนี้อาจเกิดจากชั้นดิน Permafrost ทรุดตัว จากสภาพอากาศที่อบอุ่นกว่าปกติ จนทำให้คลังน้ำมันชำรุดและเกิดการรั่วไหล “ชั้นดิน Permafrost ที่รองรับคลังเก็บน้ำมันมากว่า 30 ปีโดยไม่มีปัญหาทรุดตัวกะทันหัน เป็นเหตุให้ถังเก็บน้ำมันดีเซลชำรุดและรั่วไหล” บริษัท Norilsk Nickel  ผู้ประกอบการเหมืองแร่นิกเกิลและแพลเลเดียมรายใหญ่แถลง ชั้นดินเยือกแข็งคงตัว หรือ Permafrost คือลักษณะพื้นดินที่คงสภาพเยือกแข็งอยู่ตลอดทั้งปี ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่พบได้ทั่วไปในแถบขั้วโลกและภูเขาสูง อย่างไรก็ดี อุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากภาวะโลกร้อนเป็นสาเหตุที่ทำให้ปัจจุบัน ชั้น Permafrost ทั่วโลกกำลังละลายอย่างรวดเร็ว จนทำให้พื้นดินในบริเวณดังกล่าวทรุดตัว สร้างความเสียหายต่อสิ่งก่อสร้างและโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ อีกทั้งยังปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมหาศาลที่กักเก็บไว้สู่ชั้นบรรยากาศ เร่งให้อุณหภูมิโลกยิ่งสูงขึ้น ขณะที่ กรีนพีซ รัสเซีย กล่าวกับสำนักข่าว Forbes ว่า เหตุการณ์นี้นับเป็นเหตุการณ์น้ำมันรั่วครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์อาร์กติก ร้ายแรงยิ่งกว่าเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลจากเรือ Exxon Veldes บริเวณชายฝั่งอลาสก้า เมื่อปี พ.ศ.2532 ซึ่งคร่าชีวิตสัตว์กว่าสองแสนตัว แม้ปริมาณน้ำมันรั่วไหลรอบนี้จะปริมาณน้อยกว่าเหตุการณ์ประวัติศาสตร์นั้นกว่า 10 เท่า เพราะน้ำมันที่รั่วไหลสู่สิ่งแวดล้อมรอบนี้เป็นน้ำมันดีเซลที่มีความเป็นพิษมากกว่าน้ำมันดิบ ซึ่งอาจทำให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมสูงกว่า น้ำมันรั่วที่ไหลลงแม่น้ำ Ambarnaya เปลี่ยนลำน้ำให้กลายเป็นสีแดงทั้งสาย // ขอบคุณภาพ: The Siberian Times ด้าน รศ.สุชนา ชวนิชย์ หัวหน้าภาคและอาจารย์ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนึ่งในนักวิจัยไทยที่เคยเดินทางไปศึกษาผลกระทบสภาวะโลกร้อนที่ขั้วโลกเหนือ แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อเหตุการณ์นี้ โดยระบุว่า งานทำความสะอาดน้ำมันรั่วไหลในเขตอาร์กติกทำได้ยาก และอาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่อระบบนิเวศที่เปราะบางของขั้วโลกเหนือ “เหตุน้ำมันรั่วไหลที่เกิดในเขตหนาวจะเสียหายมากกว่าเวลาเกิดในเขตร้อน เนื่องจากเขตหนาวจะมีฤดูร้อนสั้นแค่ 3 เดือน (มิถุนายน – สิงหาคม) เลยมีช่วงเวลาทำความสะอาดน้ำมันที่รั่วไหลสั้น บางครั้งแม้หน้าร้อนก็ยังมีน้ำแข็งอยู่ ดังนั้นจึงเป็นอุปสรรคให้เก็บกวาดได้ยาก” รศ.สุชนา กล่าว เธอชี้ว่า วิธีทำความสะอาดเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหล คือต้องนำน้ำมันออกจากพื้นที่ให้มากที่สุด  สำหรับกรณีนี้ มีผู้เสนอให้ปล่อยให้น้ำมันดีเซลระเหยเองหรือจุดไฟเผาเพื่อผลาญเชื้อเพลิงทั้งหมด ทว่ารัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมรัสเซียแย้งความคิดดังกล่าวว่าจะเกิดผลกระทบระบบนิเวศที่ยากจะคาดคิดและเสนอให้เร่งศึกษาหาวิธีอื่น “นอกจากผลกระทบต่อพื้นที่แล้ว เหตุน้ำมันรั่วยังกระทบกับสัตว์ขั้วโลกที่เป็นสัตว์หายาก เช่น นกและวาฬ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเดือนนี้ ซึ่งเป็นหน้าร้อน สัตว์จะอพยพจากบริเวณเหนือลงมาทางตอนกลางและล่างที่อุ่นกว่าเช่นบริเวณที่เกิดเหตุ แม้ว่าโอกาสที่สัตว์สปีชีส์หนึ่งจะสูญพันธุ์ไปเลยจากผลกระทบน้ำมันรั่วครั้งนี้จะเป็นเรื่องยาก เนื่องจากสิ่งมีชีวิตอาจกระจายอยู่บริเวณอื่นด้วย” เธอกล่าว “ถ้าสัตว์ยังไม่ตาย เราสามารถช่วยอนุบาลพวกมัน เช่น นกปีกมันเต็มไปด้วยน้ำมัน ก็จะทำความสะอาด แต่ถ้าสัตว์ตายและสูญหายไปจากบริเวณนั้นแล้วจะนำมาปล่อยคืนพื้นที่ได้ยาก เพราะสัตว์หลายอย่างที่นั้นเรายังเพาะพันธุ์ไม่ได้และต้องคำนึงว่าเป็นสายพันธุ์ในพื้นที่นั้นไหม” รศ.สุชนา ย้ำว่า สำหรับคนไทยเราอาจจะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่เหตุน้ำมันรั่วไหลมีผลกระทบกับธรรมชาติโดยรวมของโลก และพฤติกรรมการใช้พลังงานของเราก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดวิกฤตสิ่งแวดล้อมครั้งนี้ “คำถามสำคัญคือทำไมต้องขุดเจาะน้ำมันที่อาร์กติกแต่แรก ถ้าคนไม่ใช้มาก เราคงไม่ต้องไปขุดเยอะ อาร์กติกมีสภาพภูมิอากาศหนาวเย็น ธุรกิจขุดเจาะน้ำมันเลยยังทำได้ค่อนข้างยาก แต่นับได้ว่าเป็นแหล่งขุดเจาะน้ำมันที่ถูกจับตา เพราะมีปริมาณมาก” เธอกล่าว ที่มา: Green New

ไม้หวงห้ามและไม้หายาก 171 ชนิด ถูกปลดล็อก ให้ปลูก ตัดขายได้อย่างเสรี...มีคำถามว่า ถ้าคิดจะทำสวนป่า ควรจะปลูกชนิดไหน ถึงจะได้ราคาดี คุ้มค่ากับที่ดินและเวลาที่เสียไป

“ถ้าจะมองกันแค่เรื่องราคาไม้เป็นหลัก ไม้ชนิดราคาแพงที่สุด 5 อันดับแรกได้แก่ พะยูง ชิงชัน ประดู่ป่า สักทอง และ ตะเคียนทอง ไม้ที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 50 ซม.ขึ้นไป ความยาว 2 เมตร ไม้พะยูงจะมีราคาแพงที่สุดอยู่ที่ท่อนละ 1 ล้านบาท ไม้อันดับรองลงมาเป็นไม้ชิงชันกับประดู่ป่า ราคาที่ซื้อขายในปัจจุบันอยู่ที่ท่อนละ 800,000 บาท ส่วนไม้สักทองกับตะเคียนทอง อยู่ที่ท่อนละ 500,000 บาท แต่ถ้าส่งออกไปต่างประเทศโดยเฉพาะจีน จะได้ราคาสูงขึ้นไปอีกถึง 3 เท่า” นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ บอกว่า สาเหตุที่ไม้ 3 ชนิดแรก พะยูง ชิงชัน ประดู่ป่า มีราคาสูงลิ่ว เพราะเนื้อไม้มีสีแดง ในอดีตพระราชวังต้องห้ามจะตกแต่งด้วยไม้สีแดง เลยกลายเป็นค่านิยมของคนจีน ใครมีเฟอร์นิเจอร์ไม้สีแดงสะสมไว้จะถือว่าเป็นคนมั่งคั่งร่ำรวย เอาแค่ชิ้นเล็กๆ อย่าง ชุดชงน้ำชา หรือเครื่องราง ที่ทำจากเศษไม้พะยูงชิ้นเล็กชิ้นน้อย ยังซื้อขายกันแบบชั่งกิโล ในราคา กก.ละ 300-1,000 บาท แล้วแต่ขนาดของชิ้นเศษไม้ ถ้าชิ้นเล็กๆราคาจะต่ำ ชิ้นใหญ่ๆจะได้ราคาดี แต่การปลูกไม้มีราคาสูงเหล่านี้ มีข้อด้อยตรงต้องใช้เวลาปลูกนานเกินกว่า 10 ปี ถึงตัดขายได้ อธิบดีกรมป่าไม้แนะว่า หากคิดจะทำสวนป่าตัดไม้ขาย ควรทำสวนป่าแบบผสมผสาน “จะต้องปลูกไม้หลายชนิด ที่มีอายุให้ตัดฟันไปขายได้หลายระยะเวลา เพื่อเกษตรกรจะมีรายได้อย่างต่อเนื่อง ควรปลูกทั้งไม้โตเร็วอายุรอบตัดฟันแค่ 3 ปี อย่าง ไผ่ ยูคาลิปตัส ปลูกในวงรอบนอกของเขตพื้นที่แปลง เพื่อความสะดวกในการตัดฟันและช่วยป้องกันลมให้กับชนิดอื่นที่โตช้า จะช่วยให้มีรายได้เฉลี่ยไร่ละ 28,000 บาทต่อปี  วงรอบถัดมา ควรปลูกไม้ที่มีรอบตัดฟันน้อยกว่า 10 ปี ได้แก่ กระถินเทพา กระถินเทพณรงค์ ยางพารา ฯลฯ ประมาณ 267 ต้นต่อไร่ ช่วยให้มีรายได้เฉลี่ยไร่ละ 66,000 บาทต่อปี และระหว่างต้นไม้โตเร็วอายุตัดน้อยกว่า 10 ปี ให้ปลูกไม้เศรษฐกิจที่มีราคาสูง พะยูง พะยอม ยางนา สักทอง ประดู่ป่า มะค่าโมง ตะเคียนทอง อินจัน ฯลฯ ลงไปแซม 100 ต้นต่อไร่ คิดเอาเองก็แล้วกัน 15 ปีตัดได้ ต้นละไม่ต่ำกว่า 2 แสน เป็นเท่าไร” แต่การจะปลูกไม้มีค่าให้ได้คุณภาพ ตัดขายได้ราคาดี สิ่งสำคัญที่สุด นายอรรถพล ให้ข้อคิดก่อนปลูก...ต้องคำนึงถึง สภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ดิน น้ำ และพันธุ์ไม้ ที่เหมาะสมกับพื้นที่ทำสวนป่า ภาคเหนือควรจะปลูกไม้สักทอง ไม้ชิงชัน เพราะจะเติบโตได้ดี ภาคอีสาน เหมาะกับไม้พะยูง พะยอม กระถินเทพณรงค์ ส่วน ประดู่ป่า ตะเคียนทอง ถือเป็นไม้ที่สามารถปลูกได้ดีทั่วประเทศ ไม่ใช่เห็นเขาว่า ปลูกไม้พันธุ์โน้นพันธุ์นั้นขายได้ราคาแพง แล้วนึกแห่ปลูกมั่วไปหมด ผลสุดท้ายพากันเจ๊ง เหมือนอย่างหลายสิบปีก่อน ที่เห่อกันปลูกไม้สักทอง ปลูกกันเต็มไปหมดในภาคกลาง จากไม้สักกลายเป็นไม้สวก...ไม่โต เนื้อไม้อ่อน ลายไม้ไม่มี เพราะปลูกในพื้นที่ไม่เหมาะสม ได้น้ำฝนเยอะเกินไป   ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์

มิวเซียมสยาม หวั่นหลัง COVID-19 ขยะเพิ่มชวนคัดบริจาคให้ถูกวิธี

มิวเซียมสยาม เปิดโครงการ “ขยะบทที่ 2” ให้ประชาชนได้เรียนรู้การจัดการขยะอย่างถูกวิธีในช่วงหยุดอยู่บ้าน เพื่อลดจำนวนขยะในช่วง COVID-19 และสามารถนำไปบริจาคเพื่อต่อยอดทางเศรษฐกิจได้ พร้อมเปิดพื้นที่รับบริจาคขยะตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.นี้ วันนี้ (23 เม.ย.2563) โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNEP ได้ออกมาเคลื่อนไหวแล้วว่า หลังสถานการณ์ COVID-19 คลี่คลาย จะเกิดวิกฤตการณ์ของขยะ โดยเฉพาะขยะทางการแพทย์ที่จะเพิ่มปริมาณมากขึ้นอย่างแน่นอน โดยเฉพาะขวดแอลฮอลล์ ขวดเจลแอลฮอลล์ ขวดน้ำเกลือ ถุงใส่หน้ากากอนามัย ฯลฯ  มิวเซียมสยาม ได้จับมือองค์กรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Earth Day) และภาคีเครือข่าย 11 แห่ง เปิดตัวโครงการ “ขยะบทที่ 2” โดยมีเป้าหมายคือสร้างความตระหนักให้คนไทยเรียนรู้การจัดการขยะอย่างถูกวิธี และลดจำนวนขยะที่มีโอกาสทำลายสิ่งแวดล้อม เนื่องในวันคุ้มครองโลก (Earth Day)  พร้อมเชิญชวนทุกคนที่กักตัวอยู่บ้านในช่วงนี้ร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยแก้วิกฤตการณ์ครั้งนี้ “เริ่มต้นคัดแยกขยะ และเตรียมนำมาบริจาคได้ที่มิวเซียมสยาม ซึ่งเป็นตัวกลางในการนำไปส่งต่อให้กับภาคีเครือข่ายเพื่อการนำไปใช้ประโยชน์และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจต่อไป” นายราเมศ พรหมเย็น ผู้อำนวยการสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (มิวเซียมสยาม) กล่าวว่า “โครงการขยะบทที่ 2 เป็นการร่วมมือครั้งสำคัญกับองค์กรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Earth Day) องค์กรที่ดำเนินการด้านการรักษาสิ่งแวดล้อมในระดับนานาชาติ ซึ่งที่มาของคำว่า ขยะบทที่ 2 มาจากเป้าหมายที่มองเห็นร่วมกันว่า ขยะที่ทุกคนทิ้ง แท้จริงแล้วสามารถนำไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์ได้เป็นอย่างดี เพียงแต่ต้องรู้วิธีการจัดการขยะที่ถูกต้อง คาดคนไทยบริจาคขยะใช้ครั้งเดียวเพิ่มช่วงอยู่บ้าน นายราเมศ  ระบุว่า มิวเซียมสยามในฐานะแหล่งการเรียนรู้สาธารณะ จึงขอเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดวิกฤตการณ์ขยะที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ โดยเปิดรับบริจาคขวดพลาสติกที่ใช้แล้วเพื่อไปส่งต่อให้กับภาคีเครือข่าย อาทิ วัดจากแดง ในการแปรรูปขวดพลาสติกเป็นจีวรพระเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ รวมทั้งมิวเซียมสยามสร้างพื้นที่การเรียนรู้และถังขยะความรู้เพื่อให้ทุกคนเรียนรู้วิธีการจัดการขยะอย่างถูกวิธี “เราเชื่อว่า หากมีการจัดการขยะที่ถูกต้อง วิกฤตการณ์ขยะที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ก็จะลดน้อยลง สิ่งแวดล้อมก็จะได้รับผลกระทบน้อยลงเช่นกัน” สำหรับโครงการขยะบทที่ 2 ทางมิวเซียมสยาม จะทำหน้าที่เป็นพื้นที่การเรียนรู้ โดยให้ความรู้เรื่องของขยะ ในหลากหลายรูปแบบ คือการจัดตั้งถังขยะความรู้เพื่อให้ความรู้เรื่องการคัดแยกขยะและจัดการขยะแต่ละประเภท การรณรงค์ให้ทุกคนลดการใช้วัสดุ บรรจุภัณฑ์แบบครั้งเดียว รวมถึงเชิญชวนทุกคนร่วมบริจาคขยะเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อภายใต้แนวคิด You bring I give   Earth Day ขอคนไทยร่วมจัดการขยะอย่างถูกวิธี ด้านแคทลีน โรเจอร์ส ประธานเครือข่ายองค์กรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม Earth Day ระบุว่า ในปีนี้ Earth Day ครบรอบ 50 ปี การร่วมมือกับภาคีเครือข่ายอย่างมิวเซียมสยามถือเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะที่ผ่านมามิวเซียมสยามก็พยายามหากิจกรรมที่จะส่งเสริมและกระตุ้นให้คนไทยหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง  สำหรับโครงการขยะบทที่ 2 ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของ Earth Day ที่มุ่งหวังให้คนไทยเห็นความสำคัญของขยะและเรียนรู้วิธีการจัดการขยะอย่างถูกวิธี เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการลดปริมาณขยะ ที่สำคัญโครงการนี้จะประกาศดำเนินการพร้อมกันทั่วโลกในวันที่ 22 เม.ย.2563 ในโอกาสครบรอบ 50 ปี Earth Day และวันคุ้มครองโลก อย่างไรก็ดี ในช่วงนี้ที่หลายคนอยู่บ้าน ขอให้ทุกคนร่วมกัน คัดแยกขยะประเภทขวดพลาสติก ฝาขวด สลิปใบเสร็จ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดวิกฤตการณ์ขยะและทำให้ขยะที่ไร้ค่า กลับมามีประโยชน์และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอีกครั้ง โดยสามารถนำมาบริจาคได้ที่มิวเซียมสยามตั้งวันที่ 1 พ.ค.เป็นต้นไป ที่มา: Thai PBS NEWS

คพ. แจงการฟื้นฟูคลิตี้ ไม่ละเลยความปลอดภัยสิ่งแวดล้อมและประชาชน ฉบับที่ 60 วันที่ 29 เมษายน 2563

นายประลอง ดำรงค์ไทย อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ตามที่มีการเผยแพร่ข่าวว่าชาวบ้านชุมชนคลิตี้ยื่นคำร้องศาลปกครอง ให้สั่งระงับการดำเนินการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ และสั่งให้ คพ.และผู้ที่เกี่ยวข้องปรับปรุงการดำเนินการให้เหมาะสม หลังพบว่าผู้รับเหมาโครงการละเลยมาตรการความปลอดภัยสิ่งแวดล้อม และประกอบกับมาตรการจำกัดการเดินทางของภาครัฐในช่วง COVID-19 ระบาด ทำให้ชาวบ้านขาดแคลนอาหารจนกระทั่งต้องใช้น้ำและกินปลาจากลำห้วยตามที่มีการอ้าง ข่าวดังกล่าวที่กล่าวอ้างว่าชาวบ้านชุมชนคลิตี้ยื่นคำร้องศาลปกครอง นั้น ได้รับการยืนยันมาจากชาวบ้านคลิตี้บนและคลิตี้ล่าง ว่าเกิดการดำเนินการจากบุคคลภายนอกพื้นที่ ที่มีเจตนาเผยแพร่นำเสนอข้อมูลอันเป็นเท็จ ทั้งในรูปแบบบทความผ่านเวบไซต์และสื่อโซเชียลต่างๆ เพื่อให้ชุมชนเกิดความขัดแย้งและการดำเนินการฟื้นฟูต้องหยุดชะงัก ขณะนี้ทางชาวบ้านทั้งคลิตี้บนและคลิตี้ล่างได้ยื่นหนังสือต่อศาลปกครองกลาง และสำเนาให้ คพ. เพื่อให้รับฟังข้อเท็จจริง ให้ความเป็นธรรม ที่จะให้การฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ดำเนินการต่อไปตามมติของชาวบ้าน นายประลอง กล่าวว่า การขุดลอกตะกอนด้วยการดูดตะกอนในลำห้วยเป็นวิธีการมาตรฐานที่มีการดำเนินการมาแล้วในพื้นที่ปนเปื้อนหลายแห่งทั่วโลก และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียส่วนใหญ่ก็ยังได้มีมติเลือกแนวทางในการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ด้วยการดูดตะกอน (hydraulic dredging) เนื่องจากเห็นว่าการเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพในการบำบัดสูงสุดและมีความเสี่ยงในการที่ลำห้วยจะกลับมาปนเปื้อนใหม่น้อยที่สุด แต่เพื่อป้องกันมิให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ที่อาจเกิดขึ้นในบางจุด คพ.จึงได้ให้บริษัทผู้รับจ้าง ดำเนินการมาตรการต่างๆ ประกอบด้วย 1) การจัดหาเครื่องมือวัดการเอียงตัวแบบดิจิตอล (digital Inclinometer) เพื่อติดตามตรวจสอบอัตราการพังทลายของดินริมตลิ่ง 2) การปรับพื้นที่ในบริเวณที่มีการวางพักถุง geotextile ให้มีระดับและสภาพใกล้เคียงกับสภาพเดิม 3) การขนส่งตะกอนปนเปื้อน จะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนด กฎหมาย และกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องทั้งหมดอย่างเคร่งครัด 4) การตรวจนับและจัดทำบัญชีระบุปริมาณตะกอน 5) การใช้เส้นทางการขนส่งตามที่ระบุไว้ในแบบรูปรายการละเอียดเท่านั้น 6) การติดตั้งม่านดักตะกอนเพื่อเป็นการลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการฟุ้งกระจายจากการดูดตะกอน ม่านดักตะกอน 7) กำหนดช่วงเวลาการขุดลอกตะกอนด้วยการดูดเฉพาะในช่วงแล้งเท่านั้น 8) ผู้รับจ้างต้องจัดหาน้ำสำหรับการอุปโภค-บริโภคให้ประชาชน รวมทั้งสัตว์เลี้ยงที่ประชาชนได้เลี้ยงไว้ระหว่างที่มีการดูดตะกอน และ 9) กำหนดจุดตรวจสอบความขุ่นของน้ำอย่างต่อเนื่อง โดยหากพบว่าความขุ่นของน้ำในลำห้วยมีการเปลี่ยนแปลงไปจากสภาพธรรมชาติมากกว่าร้อยละ 10 ให้หยุดการขุดลอกชั่วคราวจนกว่าความขุ่นของน้ำจะกลับมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับสภาพธรรมชาติ   นายประลอง กล่าวต่อว่า เนื่องจากการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมในลักษณะนี้ยังไม่มีการดำเนินการมาก่อนในประเทศไทยและสภาพพื้นที่ดำเนินการของกรณีห้วยคลิตี้นั้นเป็นลำห้วยบนภูเขา ที่มีตลิ่งสูงชันและอยู่ในพื้นที่ทุรกันดาร ไม่สามารถใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่ ไม่มีไฟฟ้า และไม่มีสัญญาณสื่อสาร คพ. กับที่ปรึกษาควบคุมงาน และผู้รับจ้างได้มีการประยุกต์ข้อมูลจากต่างประเทศและปรับปรุงเทคนิคในการดูดตะกอนและมาตรการเพื่อลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง โดยได้มีการปรับปรุงรูปแบบของอุปกรณ์ดูดตะกอน การติดตั้งม่านดักตะกอน พร้อมทั้งปรับปรุงวิธีการเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำที่ซึมออกจากถุงบรรจุตะกอนไหลกลับลงสู่ลำห้วยโดยตรงด้วยการจัดทำระบบรวบรวมและพักน้ำที่ซึมออกจากถุงบรรจุตะกอนก่อนปล่อยคืนลงสู่ลำห้วยด้วยบ่อตกตะกอน ได้มีการตรวจสอบความขุ่นของลำห้วยอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกวัน ในส่วนที่มีน้ำและตะกอนที่ไหลกลับลงสู่ลำห้วยจะเกิดขึ้นเฉพาะในกระบวนการดูดตะกอนออกจากลำห้วย น้ำที่ไหลคืนลงสู่ลำห้วยดังกล่าวไม่อาจนำมาเปรียบเทียบกับมาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรมตามที่มีการกล่าวอ้างได้ เพราะว่าน้ำและตะกอนที่ไหลลงห้วยดังกล่าวจะถูกดูดขึ้นกลับมาอีกครั้งจากกระบวนการดูดตะกอน ซึ่งผู้รับจ้างก็ได้วางแผนการดำเนินการจนกว่าจะดูดตะกอนในลำห้วยให้หมดไปจากท้องน้ำ เพื่อเป็นการลดผลกระทบต่อชาวบ้านที่อาจมีการใช้น้ำในลำห้วยในช่วงเวลาการฟื้นฟู คพ.ได้ประสานกับกรมทรัพยากรน้ำและผู้รับจ้างในการจัดทำระบบประปาภูเขาและระบบกระจายน้ำ โดยครอบคลุมชาวบ้านทุกหลัง อีกทั้งผู้รับจ้างยังได้มีการแจกจ่ายน้ำดื่มให้กับชาวบ้านโดยมีการตั้งจุดรับน้ำดื่มซึ่งชาวบ้านสามารถมารับได้ทุกวัน ในส่วนของมาตรการจำกัดการเดินทางของภาครัฐในช่วง COVID-19 ระบาด ยังอนุญาตให้มีการขนส่งอาหารและน้ำดื่มจากพื้นที่อำเภอทองผาภูมิเข้าไปสู่พื้นที่คลิตี้ได้ ภาวะการณ์ดังกล่าวจึงไม่ได้ทำให้ชาวบ้านขาดแคลนอาหารจนกระทั่งต้องใช้น้ำและกินปลาจากลำห้วยตามที่มีการอ้าง อีกทั้งจากการสำรวจของ คพ. พืชผักที่ชาวบ้านปลูกเพื่อใช้ในการบริโภคในบริเวณบ้านของชาวบ้านเองนั้นไม่เคยมีการพบการปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐานอาหารของกระทรวงสาธารณสุข ดังนั้นที่มีการกล่าวอ้างว่าชาวบ้านถูกกักตัวจนต้องกินพืชผักในพื้นที่จนตะกั่วในเลือดเกินค่ามาตรฐานนั้นจึงไม่เป็นความจริง อย่างไรก็ตาม คพ. ขอน้อมรับความคิดเห็นของนักวิชาการและองค์กรพัฒนาเอกชนที่ออกมาเรียกร้องให้มีการควบคุมการดำเนินงานของผู้รับจ้างให้ส่งผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด โดยจะนำข้อคิดเห็นไปปรับปรุงการดำเนินโครงการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้จากการปนเปื้อนสารตะกั่วของ คพ. ให้ดียิ่งขึ้นต่อไป และขอยืนยันว่าจะผลักดันให้การฟื้นฟูพื้นที่แล้วเสร็จตามความคาดหวังของชุมชนโดยเร็ว นายประลอง กล่าว           ที่มา: กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

6 พฤษภาคม 2563 ประชากรโลก 3 พันล้านคนอาจต้องพลัดถิ่นฐาน อพยพหนีอากาศร้อนเหมือนทะเลทรายในอีกครึ่งศตวรรษข้างหน้า

หากมนุษย์ยังไม่อาจตัดลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศได้ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งใหญ่บนผืนแผ่นดินเกือบ 20% ของโลกภายในปี 2070 ซึ่งจะส่งผลให้ประชากรราว 3 พันล้านคน หรือ 1 ใน 3 ของมนุษย์ทั้งหมด ต้องตกอยู่ในสภาพอากาศร้อนระอุเหมือนทะเลทรายซาฮารา คำพยากรณ์ข้างต้นมาจากผลการศึกษาด้วยแบบจำลองคอมพิวเตอร์ ซึ่งจัดทำโดยคณะนักวิทยาศาสตร์นานาชาติจากจีน สหรัฐฯ รวมทั้งหลายชาติในยุโรป และเพิ่งลงตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ PNAS เมื่อวันที่ 4 พ.ค.ที่ผ่านมา มีการนำข้อมูลประวัติศาสตร์และข้อมูลสภาพอากาศย้อนหลังไป 6,000 ปีมาวิเคราะห์ จนพบว่ามนุษยชาติสามารถดำรงชีวิตและประสบความสำเร็จในการสร้างอารยธรรมได้ดีในสิ่งแวดล้อมหลากหลายรูปแบบ แต่ในปัจจัยเรื่องอุณหภูมิแล้ว ดูเหมือนว่าสภาพอากาศที่มนุษย์จะดำรงชีวิตได้ดีที่สุดนั้น จะต้องมีอุณหภูมิเฉลี่ยของทั้งปีอยู่ในช่วง 11-15 องศาเซลเซียส หรือที่เรียกว่า “ภูมิอากาศจำเพาะของมนุษย์” (human climate niche) ผลคำนวณที่นำเอาข้อจำกัดทางอุณหภูมิดังกล่าวมาพิจารณาด้วยระบุว่า ภาวะโลกร้อนที่ยังคงดำเนินไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีการยับยั้ง หรือที่เรียกว่าสภาพการณ์ RCP8.5 จะทำให้หลายภูมิภาคของโลกสูญเสียภูมิอากาศจำเพาะของมนุษย์ไป ภายในช่วงครึ่งศตวรรษหรือ 50 ปีข้างหน้า เพราะอุณหภูมิที่สูงขึ้นจะทำให้เกิดสภาพอากาศแบบเดียวกับทะเลทรายซาฮารา ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานที่ไม่กี่แห่งของโลกที่มีอุณหภูมิเฉลี่ยของทั้งปีสูงกว่า 29 องศาเซลเซียส สภาพอากาศที่ร้อนและแห้งแล้งอย่างสุดขั้ว จะทำให้เกิดทุพภิกขภัยและมีผู้เสียชีวิตเพราะคลื่นความร้อนจำนวนมาก จนในที่สุดมนุษย์อาจต้องอพยพย้ายถิ่นฐานครั้งใหญ่ เพื่อไปยังภูมิภาคที่อุณหภูมิยังคงเหมาะสมต่อการดำรงชีวิตมากกว่า ซึ่งเหมือนกับที่งานวิจัยชิ้นหนึ่งในวารสาร Environmental Research Letters ได้ทำนายไว้เมื่อปีที่แล้วว่า มนุษย์อาจต้องอพยพไปตั้งถิ่นฐานกันที่ไซบีเรีย ภายในช่วงสิ้นศตวรรษที่ 21 นี้ แผนที่คาดการณ์สภาพอากาศในอนาคตที่ทีมวิจัยสร้างขึ้นชี้ว่า พื้นที่ส่วนใหญ่ของบราซิลจะไม่สามารถใช้อยู่อาศัยได้อีกต่อไป เช่นเดียวกับบางส่วนของตะวันออกกลางและอินเดียซึ่งจะถูกปกคลุมด้วยอากาศร้อนสุดขั้วเป็นบริเวณกว้าง นอกจากนี้ สหรัฐอเมริกาทางตอนใต้ บางส่วนของยุโรปในภูมิภาคเมดิเตอร์เรเนียน บางส่วนของออสเตรเลียก็จะได้รับผลกระทบรุนแรงเช่นกัน แผนที่คาดการณ์สภาพอากาศดังกล่าวชี้ว่า บรรดาประเทศในแถบใกล้เส้นศูนย์สูตรซึ่งส่วนใหญ่มีฐานะยากจน จะเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในครั้งนี้มากที่สุด ส่วนประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านนั้น คาดการณ์ว่าอุณหภูมิจะเพิ่มสูงขึ้นมาก จนอาจจะเกิดการพลัดถิ่นครั้งใหญ่ของประชากรจำนวนมหาศาล   ที่มา : https://www.khaosod.co.th/bbc-thai/news_4075348

ชุมชนคลิตี้ร้องศาลปกครองให้ตรวจสอบและหยุดการดูดตะกอนตะกั่วในลำห้วยชั่วคราวในช่วง COVID-19 ระบาด

หลังจากที่กรมควบคุมมลพิษได้เริ่มดำเนินโครงการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้จากการปนเปื้อนสารตะกั่วตามคำพิพากษาตั้งแต่ปลายปี 2560 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน กำลังดำเนินงานขั้นตอนการดูดตะกอนตะกั่วท้องน้ำใส่ถุงเพื่อนำไปฝังกลบในหลุมฝังกลบแบบปลอดภัย หลุมฝังกลบถุงตะกอนตะกั่วแบบปลอดภัย (ภาพ : สุทธิเกียรติ คชโส)   หลุมฝังกลบถุงตะกอนตะกั่วแบบปลอดภัย (ภาพ : สุทธิเกียรติ คชโส)   ในระหว่างที่มีการดูดตะกอน ชุมชนและผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมและการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นกรรมการไตรภาคีมีความห่วงกังวลว่าอาจจะเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จึงได้ตรวจวัดและติดตามเฝ้าระวังการฟุ้งกระจายของตะกอน โดยพบว่ามีการฟุ้งกระจายของตะกอนตะกั่วท้องน้ำจนเกิดความขุ่นเป็นระยะทางไกลถึง 4 กิโลเมตร และยังตรวจพบว่าน้ำที่รีดออกมาจากถุงเก็บตะกอนและไหลกลับลงไปในลำห้วยโดยตรงมีค่าตะกั่วสูงกว่าค่ามาตรฐานถึงเกือบ 100 เท่า ซึ่งจะมีน้ำและตะกอนที่ปนเปื้อนตะกั่วจำนวนมากในลำห้วยคลิตี้ รวมทั้งจากข้อมูลการตรวจวัดความขุ่นของน้ำหลังม่านดักตะกอนมีค่าสูงขึ้นกว่าค่าตามธรรมชาติถึงกว่า 10 เท่า หรือ เพิ่มขึ้นเกิน 1000% ซึ่งเกินกว่าที่ข้อกำหนด TOR การขุดลอกลำห้วยคลิตี้ฯ กำหนดว่าหากการขุดลอกตะกอนทำให้ความขุ่นเพิ่มขึ้นจากค่าฐานตามธรรมชาติเกิน 10% ให้หยุดขุดลอกชั่วคราวจนกว่าความขุ่นของน้ำจะกลับมาเป็นค่าตามธรรมชาติ ดังนั้น กรมควบคุมมลพิษ ควรสั่งให้ผู้รับจ้าง หยุดดำเนินการจนกว่าความขุ่นของน้ำจะกลับมาอยู่ในค่าใกล้เคียงกับค่าตามธรรมชาติ และตรวจสอบให้ผู้รับจ้างปฎิบัติตาม ข้อกำหนด TOR อย่างเคร่งครัด ถุงเก็บตะกอนริมลำห้วย และการดูดตะกอนจากลำห้วยใส่ถุง geotextile (ภาพ : สุทธิเกียรติ คชโส)   ถุงเก็บตะกอนริมลำห้วย (ภาพ : สุรชัย ตรงงาม)   การดูดตะกอนจากลำห้วยใส่ถุง geotextile (ภาพ : สุทธิเกียรติ คชโส) จากการดำเนินการดูดตะกอนตะกั่วดังกล่าวทำให้อาจเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตของชุมชนในระยะยาว และจะทำให้การฟื้นฟูดังกล่าวไม่สามารถแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนสารตะกั่วได้ตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด เนื่องจากมีการฟุ้งกระจายของตะกอนตะกั่วจนเกินค่ามาตรฐาน ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการดำเนินการฟื้นฟูที่ไม่เป็นไปตามหลักวิชาการ การละเลยไม่ปฏิบัติตามาตรฐานความปลอดภัยตามข้อกำหนดการดำเนินงานโครงการฯ (TOR) การฟุ้งกระจายของตะกอนดังกล่าวเมื่อดูดตะกอนเสร็จสิ้นแล้ว ธรรมชาติอาจต้องใช้เวลาฟื้นฟูน้ำที่ปนเปื้อนสารตะกั่วยาวนานกว่า 7 ปี และไม่บรรลุผลตามคำพิพากษา การชี้แจงการดำเนินงานของกรมควบคุมมลพิษ กรณี ข้อร้องเรียนของชาวบ้านคลิตี้ต่อโครงการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้จากการปนเปื้อนสารตะกั่ว จ.กาญจนบุรี เมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2563 (ที่มา : กรมควบคุมมลพิษ) ทั้งในสถานการณ์ปัจจุบันต้องเผชิญกับปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ทำให้หน่วยงานรัฐออกมาตรการควบคุมการเดินทางเข้าออกหมู่บ้านคลิตี้ ทำให้ชาวบ้านในชุมชนที่ปกติต้องอาศัยอาหารจากภายนอกมาบริโภคเพื่อลดความเสี่ยงการปนเปื้อนสารตะกั่ว ก็ไม่สามารถเดินทางออกไปได้ จึงทำให้ต้องจับสัตว์น้ำ เก็บผักตามลำห้วย และบางครัวเรือนที่ขาดแคลนน้ำ ก็ต้องสูบน้ำขึ้นมาจากลำห้วยมาอุปโภคบริโภคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งทำให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพอนามัยของชาวบ้าน นอกจากจะทำให้ชาวบ้านมีค่าตะกั่วในเลือดพุ่งสูงขึ้นได้ ก็ยังทำให้เกิดการปนเปื้อนต่อสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นด้วย เพื่อให้การฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ตามคำพิพากษาเป็นไปอย่างรอบคอบและปลอดภัยต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม ชุมชนคลิตี้ผู้ฟ้องคดีจึงได้ยื่นคำร้องต่อศาลในวันที่ 14 เมษายน 2563 มีความประสงค์ขอให้ศาล 1. นัดไต่สวนข้อเท็จจริงโดยเร่งด่วน เพื่อตรวจสอบการดำเนินโครงการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ตามคำพิพากษาโดยวิธีดูดตะกอน ทั้งบริเวณชุมชนคลิตี้บน และบริเวณชุมชนคลิตี้ล่าง 10 จุดที่กำลังดำเนินการอยู่ โดยให้กรมควบคุมมลพิษ และผู้ที่เกี่ยวข้อง ชี้แจงข้อห่วงกังวลต่างๆ 2. ตรวจสอบแผนงานและข้อกำหนดโครงการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ (TOR) ก่อนเริ่มดำเนินการดูดตะกอนบริเวณลำห้วย 3. มีคำสั่งแจ้งให้กรมควบคุมมลพิษหยุดการดำเนินการฟื้นฟูโดยการดูดตะกอนที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ อนามัย ชุมชนและสิ่งแวดล้อม เป็นการชั่วคราวจนกว่าจะหามาตรการป้องกันผลกระทบและเยียวยาชุมชนที่เหมาะสมและเป็นธรรมตามหลักการป้องกันไว้ก่อน (Precautionary principle) 4. สั่งให้กรมควบคุมมลพิษออกหนังสือรับรองแก่ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ในตรวจสอบและเก็บข้อมูลการตรวจวัดการฟุ้งกระจาย โดยเร่งด่วนในระหว่างสถานการณ์จำกัดการเข้าพื้นที่ป้องกันไวรัส COVID -19 ด้วย หลังจากนี้สำนักบังคับคดีปกครองจะทำหนังสือสอบถามไปยังกรมควบคุมมลพิษ เพื่อให้ชี้แจงประเด็นในคำร้อง และรอศาลมีคำสั่งว่าจะให้มีการนัดไต่สวนคำร้องต่อไปหรือไม่อย่างไร   อ่านสรุปประเด็นการยื่นคำร้องคดีคลิตี้ต่อศาลปกครองกลาง อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม :  คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ.743/2555 บทความเรื่อง “COVID-19 : บ้านคลิตี้ล่างและสายน้ำอาบยาพิษ ในสถานการณ์วิกฤติไวรัสระบาด” โดยสารคดี ที่มา: มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม

logoTEST TECH

บริษัท เทสท์ เทค จำกัด (สำนักงานใหญ่)
30, 32 ซอยพระรามที่ 2 ซอย 63 ถนนพระรามที่ 2 แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ 10150
โทร: 02-893-4211-17, 087-928-5554
แฟกซ์: 02-893-4218
อีเมล: info@testtech.co.th
เราใช้คุกกี้ในเว็บไซต์ของเราเพื่อวัตถุประสงค์ในการพัฒนาเว็บไซต์ และเพื่อการให้บริการที่ดีที่สุดสําหรับคุณ โปรดอ่านนโยบายการใช้คุกกี้ เมื่อคุณเข้าใช้เว็บไซต์นี้เราถือว่าคุณยินยอมให้จัดเก็บและเข้าถึงคุกกี้บนอุปกรณ์ของคุณ
3000
4000
th